Sunday, August 08, 2010

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง หลังจากใช้ eReader

หลังจากใช้ BeBook Mini มาประมาณ 1 เดือน ก็พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวเอง
  • แบก laptop ไปไหนมาไหนเพียงเพื่อเปิดอ่านหนังสือ ลดลงกว่าเดิม
  • อ่านหนังสือกระหน่ำขึ้น จบไปแล้ว 12 เล่ม ในเวลาประมาณ 5 สัปดาห์ หลังจากที่อ่านหนังสือไม่จบสักเล่มมา 4 เดือน (+ journal วิชาการอีกจำนวนหนึ่ง)
  • อ่านจากโทรศัพท์มือถือลดลง พฤติกรรมแวบไปเช็คเมล์ และ twitter ลดลง อยู่กับการอ่านได้นานขึ้น
  • เพิ่มอัตราการอ่านเนื้อหาขนาดยาว ๆ จากหน้าเวบ เช่น wikipedia ได้จนจบ โดยการ save ไปอ่านข้างนอก
  • ซื้อหลอดไฟ LED พกได้ แบบใช้ถ่านกระดุม สำหรับอ่านตอนกลางคืนเพิ่ม ประหยัดการเปิดไฟดวงใหญ่เพื่ออ่านหนังสือ
  • [updated] อ่านหนังสือ ตอนมือเปื้อนขนมได้ เพราะต้องการแค่นิ้วเดียว ในการพลิกหนังสือ!

Review BeBook Mini eReader

ผมได้อ่าน eBook และเนื้อหาดิจิตอลต่าง ๆ มาตั้งแต่ใช้ PDA และ smartphone ต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ ด้วยความสะดวกในการพกพาติดไปกับตัวได้ตลอด แต่ก็มีข้อจำกัดของอุปกรณ์เหล่านี้ นั่นก็คือ หน้าจอของมันมีขนาด 3.2-3.5 นิ้ว ซึ่งถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับการอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คโดยทั่วไป

กระแสของ iPad และ tablet PC ทำให้พอจะความหวังที่จะได้อ่านเนื้อหาบนอุปกรณ์พกพาจอใหญ่ ๆ บ้าง แต่ก็ติดด้วยราคาและน้ำหนัก ทำให้ลองหันมามอง eReader ซึ่งราคาเริ่มลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ จนกระทั่งได้ตัดสินใจสั่ง BeBook Mini มาในที่สุด หลังจากใช้เวลากับมันมาประมาณ 1 เดือนแล้วก็ขอนำมาเล่าประสบการณ์ให้อ่านกันครับ

BeBook เป็น eReader ตระกูลหนึ่ง ที่ผลิตโดยบริษัท Jinke ในประเทศจีน และไปปรากฏตัวในต่างประเทศ ในชื่อต่าง ๆ กัน เช่น BeBook, LBook, Hanlin, EZReader สามารถสั่งผ่านทางเวบไซต์ http://www.mybebook.com/ ชำระเงินผ่านทาง PayPal ราคา ($199) รวมค่าส่ง ($25) และภาษีขาเข้าอีก 1 พันกว่าบาท แล้วก็ตกประมาณ 7 พันกว่าบาท ใช้เวลาเดินทางจากต้นทางประเทศเนเธอร์แลนด์ 3 วัน ทาง FedEx


ข้อความแรกที่อยู่ในเอกสารหลังจากที่แกะกล่องออกมาคือ คำเตือนว่า หน้าจอ e-Ink นี้มันไม่ใช่ touchscreen.. อย่าได้พยายามกดมัน

อุปกรณ์ที่มากับตัวเครื่องประกอบไปด้วย
  • BeBook Mini ใส่แบตเตอรี่มาเรียบร้อย ความรู้สึกแรกที่ได้จับ.. มันเบาดี ขนาดจะเล็กกว่าพ็อคเก็ตบุคมาตรฐานอยู่เล็กน้อยครับ
  • สายคล้องข้อมือ 1 เส้น
  • หูฟัง 3.5 mm
  • สาย mini USB ไม่มี adaptor แถมมาด้วย
  • ไขควงและน็อต (สำหรับแกะเปลี่ยนแบตเตอรี่)

ทัวร์รอบตัวเครื่อง

ด้านล่างของจอ: มีแป้นตัวเลข ซึ่งจะใช้เป็น input หลักของเครื่อง, ปุ่ม back และ menu/ok
ด้านบน: ช่องใส่ SD card, mini USB และปุ่ม power
ด้านล่าง: ช่องเสียบสายหูฟัง 3.5 mm
ด้านขวา: thumbwheel สำหรับใช้ navigation
ด้านหลัง: ปุ่ม reset และช่องใส่แบตเตอรี่

เปิดเครื่อง

เมื่อเปิดเครื่องก็จะพบกับตัวหนังสือสีดำบนหน้าจอสีขาว ไม่มี backlight ความชัดเจน จะขึ้นอยู่กับแสงสว่างของสิ่งแวดล้อม ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือกระดาษ หน้าจอ ความละเอียด 800x600 พิกเซล greyscale 8 ระดับ ขนาดหน้าจอของ BeBook Mini คือ 5 นิ้ว (ตามเส้นทแยงมุม) ถ้าเทียบแล้ว ก็จะเล็กกว่าหน้ากระดาษหนังสือ paperback อยู่เล็กน้อย

ในส่วนติดต่อกับผู้ใช้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ file browser ที่แสดงรายละเอียดของไฟล์ และโฟลเดอร์ต่าง ๆ ที่อยู่ในหน่วยความจำ และส่วนที่ 2 คือ หน้าแสดงเนื้อหาของหนังสือ เนื่องจากหน้าจอไม่ใช่ touch screen การ input จึงต้องผ่านทางปุ่มต่าง ๆ ที่อยู่บนเครื่อง ในการ navigate ไปตามที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่ซับซ้อนอะไร

ประสบการณ์ "อ่าน"

ตัวหนังสือสามารถแสดงผลได้คมชัดดี สามารถใช้เวลาอ่านติดต่อกันนาน ๆ ได้อย่างสบายตา ขนาดตัวหนังสือ สามารถปรับระดับซูมได้หลายระดับ ให้เหมาะกับความต้องการ ได้โดยเครื่องจะทำการจัดเรียงข้อความ (reflow) ให้ใหม่โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องปวดหัวกับการ scroll ในแนวซ้ายขวา



การแสดงผลรูปภาพ บนหน้าจอ e-Ink นี้ ไม่เหมาะสำหรับภาพความละเอียดสูง ๆ หรือภาพที่เป็นสี เพราะรายละเอียดจะหายไปเยอะมาก จากข้อจำกัดของหน้าจอเอง แต่ก็ทดแทนด้วยข้อดี ของการประหยัดพลังงาน โดยเราสามารถเปิดหน้าหนังสือทิ้งไว้ได้เป็นสัปดาห์ โดยตัวเครื่องแทบจะไม่กินพลังงานเลย ลดความกังวลในการชาร์จบ่อย ๆ และการพกอุปกรณ์ชาร์จติดตัวไปได้มาก

การกดเปลี่ยนหน้า สามารถทำได้จากหลาย ๆ ปุ่ม ที่อยู่รอบเครื่อง (thumbwheel ทางด้านขวา, Next/Previous page ทางด้านซ้าย และปุ่มเลข 9, 10 ทางด้านล่าง) ทำให้สามารถถือได้หลายท่า มือขวา หรือซ้าย ในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกหน่วง ๆ ในเรื่องของความเร็วในการเปลี่ยนหน้าอยู่บ้าง เพราะอาจใช้เวลาประมาณ 0.5-1 วินาที โดยประมาณ ในการกดเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้ง ไม่ได้ไหลลื่นเหมือนอย่างที่เราคุ้นเคยกับการใช้อ่านบน smartphone หรือ หน้าจอ PC ถ้ามองอีกแง่หนึ่งก็คงใช้เวลาพอ ๆ กับการขยับมือ พลิกหน้าหนังสือก็พอได้อยู่

เหตุผลที่ผมตัดสินใจเลือก BeBook เพราะเห็นตามคุณสมบัติที่แจ้งไว้ว่า รองรับไฟล์ format ต่าง ๆ ได้หลากหลาย (pdf, doc, html, bmp, jpg, png, gif, tif, djvu, fb2, wol, txt, epub, ppt, lit, chm, rar, zip, mp3, mobi, prc, htm) ซึ่งมากกว่าที่ eReader ตระกูลอื่น ๆ สนับสนุน หลาย ๆ format โดยเฉพาะ format ที่เกิดมาในยุคของ ebook สามารถทำงานบน BeBook ได้อย่างน่าประทับใจ เช่น epub, fb2, txt และ prc อาจจะเป็นเพราะเครื่องถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการอ่านเนื้อหาที่ไหลไปเรื่อย ๆ (เช่น นิตยสาร, นวนิยาย) ที่ไม่มี text formatting หรือ page layout ที่ซับซ้อนมากนัก

แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างผิดหวังก็คือการทำงานในหลาย format ที่ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ไม่สามารถแสดงไฟล์ html ที่มี layout ที่ซับซ้อน และส่งผลไปยัง format ที่ใช้ html เป็นพื้นฐานอย่าง chm จนไม่สามารถเปิดอ่านเนื้อหาที่ต้องการได้ในบางไฟล์ เพราะ layout เพี้ยนจนอ่านไม่ได้ ต้องอาศัยการ convert ให้กลายเป็น pdf บน PC ก่อน

ตัวอย่าง pdf จากนิตยสาร The Economist เปิดแบบ original layout

ในส่วนของ pdf สามารถอ่าน pdf ส่วนใหญ่ได้อย่างไม่มีปัญหา โดยเฉพาะไฟล์ที่ให้ความสำคัญกับการ reflow เนื้อหา อย่างเช่น นิตยสารต่างประเทศ

การ zoom ทำให้กลายเป็น reflow mode
ปัญหาที่พบในการใช้งานกับ pdf ก็คือ ใน original layout ตัวหนังสือจะเล็กเกินไป เพราะจอแค่ 5 นิ้ว (ความคิดแรกหลังจากเห็น layout เต็ม ๆ ของ original layout ก็คือ ถ้าได้เปิดบนจอ 9 นิ้วก็คงจะเยี่ยมไปเลย) นอกจากนี้การขยาย (zoom) เป็นการขยายตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น และข้อความถูก reflow ใหม่ทำให้ไม่สามารถดูเอกสารแบบ layout เต็ม ๆ แบบขยายได้ ซึ่งทำให้อรรถรสการดูข้อมูลที่เป็นตาราง และแผนภูมิต่าง ๆ หายไป
 

ภาษาไทย
การสนับสนุนภาษาไทย คงจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อ eReader มาใช้งานของหลาย ๆ คน จากการใช้งานพบว่า ใน firmware มีการ install font ภาษาไทยมาให้เรียบร้อย แต่การจัดเรียงข้อความจาก text file ธรรมดา ยังเจอปัญหาสระลอยอยู่
สระลอยใน text file ภาษาไทย (UTF8)

แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะการจัดเรียงข้อความสำหรับไฟล์ pdf สนับสนุนภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การเอาเนื้อหาภาษาไทยมาเปิด ก็เพียงแต่นำข้อความที่ต้องการ มาแปะลงในโปรแกรม word processor ต่าง ๆ แล้ว บันทึกเป็น pdf หรือการใช้เครื่องมืออย่าง cups-pdf หรือ cutepdf มาช่วยก็สามารถทำได้แล้ว

ภาษาไทยใน pdf ที่บันทึกผ่าน OpenOffice Writer

ความสามารถทางสื่ออื่น ๆ

นอกจากจะสามารถใช้อ่าน ebook แล้ว BeBook Mini ยังมีความสามารถในการเล่นไฟล์เสียง mp3 ได้อีกด้วย แต่ไม่มี built-in speaker ในเครื่อง จะต้องต่อแจ็ค 3.5 mm เข้ากับตัวเครื่องเท่านั้น สำหรับคุณภาพเสียงของเครื่องที่ทำการทดสอบนี้ ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ portable player อื่น ๆ แม้ว่าจะใช้ไฟล์ที่มี bitrate ขนาดสูงแล้วก็ตาม หลังจากทดลองฟังไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องถอยก่อนดีกว่า

สรุปประสบการณ์การใช้งาน BeBook Mini และความเห็นเกี่ยวกับ eReader ของผม

ในปัจจุบันตลาด eBook และ eReader กำลังอยู่ในภาวะสงคราม ของการลดราคาตัวเครื่อง eReader เอง และการสร้างเครือข่ายเนื้อหาต่าง ๆ ด้วย ราคาที่เริ่มน่าสนใจมากขึ้น ความสามารถที่เพิ่มขึ้น ความสะดวกในการพกพา และกินพลังงานต่ำ ทำให้ eReader จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับหนอนหนังสือทั้งหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ

BeBook Mini เป็น eReader รุ่นประหยัด น้ำหนักเบา พอที่จะสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ ด้วยความสามารถของ e-Ink ที่ไม่กินพลังงาน และให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนการอ่านหนังสือบนหน้ากระดาษ ทำให้ผมรู้สึกคุ้มค่า ที่จะพกมันไปด้วยในโอกาสต่าง ๆ เพื่อ "อ่าน"

เนื่องจากมันไม่ได้มีความสามารถทางด้าน multimedia, wireless หรือ internet connection เลย ทำให้คุณจะตัดสินใจซื้อมันมาเพื่อ "อ่าน" เท่านั้น

แม้ว่าจะมีจุดเด่นที่สามารถอ่านไฟล์ได้หลากหลาย format แต่ความเหมาะสมที่จะเอามาอ่านบนหน้าจอ 5 นิ้วนี้ คงจะเป็นเนื้อหาที่มีการจัดเรียงหน้าที่ไม่ซับซ้อนมากนัก และมีเนื้อหาเป็นแบบไหลไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เหมาะกับการอ่านแผนภูมิ ตาราง รูปภาพ ที่มีความซับซ้อน และการอ่านไฟล์ในหลาย ๆ format ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ท่านที่กำลังพิจารณาตัดสินใจซื้ออาจจะต้องเตรียมใจเอาไว้บ้าง หรืออาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปลงไฟล์ไปเป็น format ที่ไว้ใจได้อย่าง pdf, epub, txt, mobi, pdb

Spec ของ BeBook mini เป็นดังนี้
  • น้ำหนัก: 160 g
  • หน้าจอ: e-Ink 5 นิ้ว (ตามเส้นทแยงมุม) ความละเอียด 800x600 pixels ขาวดำ
  • Internal storage: 512 MB (ใส่ SD card เพิ่มได้ถึง 4GB)
  • ลำโพง: ไม่มี
  • เชื่อมต่อผ่านทาง USB 2.0
  • Bluetooth: ไม่มี
  • WiFi: ไม่มี
  • Web browser: ไม่มี 
Links

    Sunday, July 18, 2010

    ชีวิตผกผัน เพราะข้อความที่ post บน Facebook

    ชีวิตผกผัน เพราะข้อความที่ post บน Facebook อาจไม่ใช่เรื่องใหม่

    คำเตือนของโอบามา:
    1 ปีก่อน (กันยายน 2009) ประธานาธิบดีโอบามา เตือนเด็ก ๆ ว่า ให้เด็ก ๆ ระวังสิ่งที่จะ post ลงไปใน Facebook เพราะมันอาจถูกขุดขึ้นมา แล้วมีผลกับชีวิตของคุณในภายหลัง
    "Be careful what you post on Facebook. Whatever you do, it will be pulled up again later somewhere in your life," -- Barack Obama

    การลบข้อมูลที่ post ไปแล้ว ไม่ได้ทำให้ข้อมูลหายไป
    จากประสบการณ์บน cloud และ social network ทำให้เรารู้ว่า แม้ว่าเราจะลบข้อมูลทิ้ง มันก็ยังปรากฏอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งบน cloud:
    ถ้าคนที่เคยเปิดดูเนื้อหาและเก็บ URL เอาไว้ ก็ยังคงสามารถเข้าถึงเนื้อหาอันนั้นได้อยู่ ผ่านทาง CDN (Content Delivery Network) อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

    Internet anonymity
    การซ่อนตัวบนโลกออนไลน์ (Internet anonymity) ไม่มีวันทำได้ 100% เพราะมันจะทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ การใช้ anonymous proxy เพื่อซ่อนตัว ไม่ได้ทำให้เราเป็นมนุษย์ล่องหนอย่างที่บางคนเข้าใจ

    อนาคตของ cloud computing:
    เมื่อใดที่ข้อมูลถูกนำขึ้นบน cloud มันจะไม่อยู่ ณ ที่ใดที่เดียว แต่มันจะไปอยู่ทุก ๆ ที่ และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถควบคุมชะตากรรมของเนื้อหาชิ้นนั้น ๆ ได้

    Thursday, June 10, 2010

    หนังสือออกใหม่: Dan Ariely, Yan Matel และ Dune

    หนังสือออกใหม่ช่วงนี้ มากมาย

    The Upside of Irrationality
    หนังสือเล่มใหม่ของ Dan Ariely เจ้าของผลงาน Predictably Irrational ที่หยิบเอาการศึกษาเกี่ยวกับ จิตวิทยา และพฤติกรรมของมนุษย์ มาเล่าได้อย่างน่าสนใจ เช่น
    • น้ำอัดลมที่แช่ไว้ในหอพัก มักจะถูกขโมย ในขณะที่เงินจำนวนเท่ากันไม่ถูกขโมย
    • เซลล์ขายบ้าน มักพาเราไปดูบ้าน 3 หลัง โดย 2 หลัง มีสภาพคล้ายกัน แต่สภาพแตกต่างกัน และหลังที่ 3 ที่ไม่เข้าพวก นำไปสู่คำแนะนำในการหาเพื่อนไปเที่ยวผับ
    • สินบน และสิ่งล่อใจ อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

    เนื้อหาอื่น ๆ สำหรับคนที่สนใจ Predictably Irrational: ช่างคุย Podcast ตอนที่ 135

    TED Talk: Dan Ariely asks, Are we in control of our decisions?


    น่าสนใจว่าคราวนี้จะมีอะไรให้แปลกใจอีก

    The Winds of Dune
    ภาคต่อจากมหากาพย์ Dune เป็นเรื่องของ ตระกูล Artreides ที่เกิดขึ้นระหว่างเนื้อเรื่องของ Dune Messiah (Paul Muad'Dib หายสาบสูญไปในทะเลทราย) และ Children of Dune (สองพี่น้อง Leto และ Ghanima Artreides ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและความเชื่อจนนำไปสู่ต้นกำเนิดของ God Emperor of Dune) เขียนโดยเจ้าของแฟรนไชส์ เจ้าเดิม Brian Herbert และ Kevin J. Anderson

    Beatrice and Virgil
    โดย Yan Matel คนที่สามารถเขียนเรื่อง Life of Pi เด็กชาย ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเสือโคร่งกลางทะเล หลังเรือแตกที่แปลกและชวนติดตาม มาคราวนี้ เขียนเกี่ยวกับ ลา ลิง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์.. น่าสนใจตั้งแต่ชื่อคนเขียน

    Tuesday, May 18, 2010

    Downgrading PHP to 5.2 in Lucid

    ปัญหาหลัง upgrade Ubuntu เป็น 10.04 Lucid Lynx คือ ได้ PHP เป็นเวอร์ชัน ล่าสุด (5.3) แต่ Drupal ทั้ง 5 และ 6 มันยังไม่ support พอเริ่มใช้งาน ก็จะเต็มไปด้วย error และ warning

    เนื่องจาก repositories ของ Lucid มันไม่มี PHP 5.2 อยู่แล้ว ก็เลยต้องย้อนกลับไปใช้ repositories ของ Karmic แทน
    หลังจากค้น ๆ ก็เจอเป็น script สำเร็จรูปตามด้านล่าง run as root เป็นอันจบ

    #! /bin/sh
    php_packages=`dpkg -l | grep php | awk '{print $2}'`

    sudo apt-get remove $php_packages

    sed s/lucid/karmic/g /etc/apt/sources.list | sudo tee /etc/apt/sources.list.d/karmic.list

    sudo mkdir -p /etc/apt/preferences.d/

    for package in $php_packages;
    do echo "Package: $package
    Pin: release a=karmic
    Pin-Priority: 991
    " | sudo tee -a /etc/apt/preferences.d/php
    done

    sudo apt-get update

    sudo apt-get install $php_packages

     เจอมาจาก KAndy-Live และ Stjin

    Friday, May 07, 2010

    แก้ปัญหา EDGE ไม่วิ่ง บน Android 2.1 [Updated 4/9/10]

    [Updated: 4/9/10] ไปเจอวิธีที่ง่าย และสะดวกกว่านี้มาแล้วครับ ใช้ APN switcher ตัวนึง ชื่อว่า SMODA widget ซึ่งใช้หลักการที่ต่างจาก APN switcher ตัวอื่น ๆ (ตามคำโปรยบอกว่าใช้ undocumented API) ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่อง EDGE ไม่วิ่งอีกต่อไปครับ

    ข้างล่างนี่เป็นเนื้อหาเก่าครับ เอาไว้ใช้เป็นทางเลือกอ้อม ๆ ก็แล้วกัน :)



    หลังจาก upgrade Samsung Galaxy Spica เป็น Android 2.1 ปัญหาที่เจอเป็นอันดับแรกก็คือ เมื่อปิด EDGE ด้วยโปรแกรม APNDroid หรือโปรแกรม APN disabler อื่น ๆ หรือหลังจากที่สลับไปใช้งาน wifi ชั่วขณะ เมื่อกลับมาใช้ EDGE ใหม่ จะเหลือแต่ notification ของ EDGE ที่ข้อมูลไม่วิ่ง ต้องทำการ reboot เท่านั้น จึงจะกลับมาใช้งาน EDGE ได้ตามปกติ

    ปัญหามันเกิดมาจาก บน Eclair นี้ OS จะพยายามเชื่อมต่ออินเตอร์เนทโดยใช้ APN อันเดิมอยู่สักพัก DNS ที่ถูกตั้งไว้เดิม จะหายไป (โปรแกรม APN disabler ต่าง ๆ ที่ใช้หลักการเปลี่ยน APN ให้เพี้ยนไป ก็เลยติดร่างแหไปด้วย)

    ในเมื่อยังไง ๆ ก็จำเป็นต้องปิด EDGE เพราะไม่ได้ใช้ unlimited data plan เท่าที่ได้รับคำแนะนำ และลองค้นดู วิธีแก้ มีดังนี้
    วิธีที่ 1: reboot เครื่องทุกครั้ง ที่ต้องการกลับมาใช้ EDGE หลังจากที่ใช้ APNDroid ปิด (ไม่สะดวกอย่างมาก)

    วิธีที่ 2 (โดยคุณ @icez): ทำการตั้ง DNS ใหม่เมื่อกลับมาใช้ EDGE อีกครั้ง แต่ใช้ได้กับเครื่องที่ root แล้ว

    วิธีที่ 3: สร้าง Access Point หลอก โดย สร้าง Access Point เปล่า ๆ (blank APN) ไว้ สลับใช้งานกับอันจริง

    1. สร้าง APN ใหม่ โดยที่หน้า Home [Menu]->Settings->Wireless & networks->Mobile networks->Access Point Names->[Menu]->New APN
    2. ใส่รายละเอียด:
    Name: blank (หรือชื่ออื่น ๆ ที่ต้องการ)
    APN: 123 (ตัวเลขมั่ว ๆ)
    3. [Menu]->Save

    หลังจากนี้ เมื่อต้องการปิด EDGE ก็เข้าไปในหน้าจอตามเส้นทางข้อ 1. แล้วก็เลือก blank แทน APN ที่เป็น default อยู่ เมื่อต้องการเปิด EDGE ก็สลับกลับมา

    ปัญหาที่เจอต่อมาก็คือ กว่าจะไปถึงหน้าจอในข้อ 1. มันแตะหน้าจอหลายครั้งเกิน เลยต้องหาตัวช่วย

    4. Download โปรแกรม Any Cut จาก Market

    5. เปิดโปรแกรม Any Cut เลือก New shortcut->Activity->APNs->Ok ก็จะได้ shortcut icon บน home screen หลังจากนี้แตะครั้งเดียวถึงที่หมาย

    ทดลองใช้วิธีนี้ มา 3-4 วัน สามารถเปิดปิด EDGE ได้ราบรื่นดี แต่ยังไม่ได้ลองกับเครื่องรุ่นอื่น ติดปัญหาสุดท้าย คือ shortcut ที่สร้างจาก Any Cut มันจะหยุดทำงานหลังจาก reboot ยังแก้ไม่หาย

    Thursday, April 29, 2010

    Ender's saga: Ender in exile

    Ender in Exile เป็นผลงานเล่มล่าสุดของ Orson Scott Card จัดเป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ย์ในตำนาน Ender's Game ซึ่งเติมเต็มเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของ Ender's Game กับ Speaker for the dead

    เนื้อเรื่องเป็นพฤติการณ์ของ Ender Wiggin ภายหลังสิ้นสุดสงครามกับพวกแมลง สถานการณ์บนโลกเต็มไปด้วยความแตกแยกอีกครั้ง เหล่านักเรียนจาก Battle School กลายเป็นหมากสำคัญของสงครามครั้งใหม่ Ender ถูกมรสุมการเมือง ที่ Peter Wiggin มีส่วนสร้างขึ้น บีบให้เดินทางออกไปพร้อมกับ Valentine พี่สาวคู่ทุกข์คู่ยาก บนยานบุกเบิกเพื่อสร้างอาณานิคมบนดวงดาวที่เคยเป็นของพวกแมลง นำไปสู่การเผชิญหน้าบนเกมการเมืองครั้งใหม่ ก่อนที่เรื่องจะดำเนินเข้าสู่ช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งต่อมา ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้พบกับคำตอบของคำถามที่ค้างคาใจของเขามานานว่า ทำไมพวกแมลงจึงปล่อยให้เขาชนะสงคราม นำไปสู่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายของการเดินทางของเขาไปตลอดชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราได้รับรู้กันไปแล้วในซีรี่ย์ Ender's saga

    หลังจากอ่านจบ พบว่า ความน่าสนใจของเนื้อเรื่องกลับไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Ender โดยตรง หากแต่เป็นข่าวคราวบนโลกในช่วงเกือบ 100 ปี หลังจากที่ Ender ออกเดินทางด้วยความเร็วกว่าแสง ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง และการเริ่มต้นของยุคที่สามารถรวมประชากรของโลกเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จภายใต้ Peter Wiggin, The Hegemon และความเป็นไปของนักเรียนแห่ง Battle School ที่ถูกส่งมาถึง Ender ในช่วงระยะเวลา 2 ปีในการรับรู้ของ Ender ก่อนที่จะค้นพบในภายหลังว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับอดีตมือขวาของเขาอย่าง Bean บนโลกอันไกลโพ้นที่เขาจากมานั้น จะเกี่ยวข้องกับตัวเขาเกินกว่าที่จะคาดถึง

    แม้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Ender in Exile จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางของ Ender เป็นหลัก และเกิดขึ้นต่อเนื่องกับเหตุการณ์ใน Ender's Game ก็ตาม แต่ผมพบว่าเนื้อเรื่องได้เฉลยความเป็นไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลก และความเป็นไปของ Bean และพรรคพวก ที่เกิดขึ้นในช่วง Shadow series ออกมาพอสมควร จึงน่าจะถูกจัดลำดับในการอ่านอยู่หลัง Shadow serie

    ณ เวลาที่ Ender in Exile จบเล่ม ยังทิ้งช่วงเวลาอีกหลายร้อยปี (ประมาณ 20 ปีของ Ender) ไว้ให้ผจญภัยกันต่อได้อีก

    Wednesday, April 28, 2010

    ประสบการณ์ การ upgrade firmware Samsung Galaxy Spica i5700

    หลังจากที่ Samsung ประกาศว่า  อย่างเป็นทางการ ในที่สุดผู้ใช้ในไทย ก็สามารถ upgrade firmware ของ Samsung Galaxy Spica i5700 เป็น Android 2.1 "Eclair" ผ่านทางอินเตอร์เนต ได้เองแล้ว โดยผ่านทาง Samsung New PC Studio

    หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานกับการ upgrade อยู่หลายรอบ
    • ต้องใช้ Windows PC เพราะต้องลงโปรแกรม Samsung New PC Studio
    • Wizard มี 4 ขั้นตอน คือ 1.ตรวจความพร้อมของโทรศัพท์ 2.download firmware 3.update firmware 4.เสร็จ -- ดูเหมือนง่าย
    • ขั้นที่ 1 มีถามว่า backup ข้อมูลแล้วหรือยัง แค่นั้น แต่ไม่มีเตือนว่าข้อมูลจะหาย
    • ในขั้นที่ 2 โปรแกรมจะดาวน์โหลด firmware จาก server บนอินเตอร์เนททุกรอบ ถ้า update ล้มเหลว ก็ต้องกลับมาดาวน์โหลดใหม่ทุกรอบ (โดนไป 5 รอบ เพราะปัญหาในขั้นต่อไป) ทำให้รู้สึกว่า unofficial ROM มัน up ง่ายกว่ามาก เพราะดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่องได้
    • ขั้นที่ 3 update firmware พอ Spica reset เพื่อเข้า Download mode มันไม่ยักเข้า ค้างอยู่ที่โลโก้ สุดท้ายต้องเข้า Emergency recovery ถอดถ่านออก แล้วกดสูตรเข้า Download mode (volume down+camera+power on) เอง ตรงนี้ไม่มีตรงไหนใน wizard บอกเลย (ถ้าไม่เคยอ่าน unofficial ROM upgrade มาก่อน คงไม่รู้)
    • พอตอน install firmware ลงไปในโทรศัพท์ มันเดี๋ยวเดียวเท่านั้น

    สรุป ประสบการณ์ upgrade official firmware ครั้งนี้

    • พิธีการมากเกิน หา Windows, ลงโปรแกรม
    • เป็น Wizard ที่มีปัญหา คำแนะนำ และคำเตือน น้อยกว่าที่ควรจะมี
    • เสียเวลาไปกับการดาวน์โหลด firmware ซ้ำ ๆ
    • รู้สึกว่า unofficial ROM upgrade ดูจะมีปัญหาน้อยกว่าด้วยซ้ำ
    • ผลที่ได้ คุ้มค่ากับความยุ่งยาก ทำงานได้เร็วขึ้น และทำงานดีขึ้น

    Sunday, March 28, 2010

    Food, Inc.

    Youtube HD Trailer

    Food Inc เป็นสารคดีแนวกระตุกความคิดในสิ่งที่อยู่รอบตัว และชีวิตประจำวัน ให้เปลี่ยนพฤติกรรม (ดูแล้วให้ความรู้สึกประมาณ An Inconvenient Truth และ Supersize me) เปิดเผยหลังฉากของอุตสาหกรรมอาหาร ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุน ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของวงจรการบริโภค ไปจนเราแทบจำไม่ได้ แม้ว่าตัวอย่างในสารคดี จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่นำเสนอก็มีบางประเด็นที่เข้ากับสถานการณ์ของบ้านเราได้ไม่น้อย

    เมื่อการขับเคลื่อนเป็นไปโดยทุน เกษตรกรถูกแปรสภาพเป็นทาสเงินกู้ และแรงงานในสายการผลิต โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหาร เป็นคนกำหนดวิธีการผลิต โดยใช้เหตุผลทางด้านเทคโนโลยี แต่ราคาผลผลิตกลับถูกกดจนเตี้ยติดดิน เพราะถูกกระตุ้นให้เกิด overproduction (คุ้น ๆ)

    แต่การผลิตแบบที่ภาคอุตสาหกรรมให้การสนับสนุน (เลี้ยงไก่จำนวนมาก แออัดในพื้นที่ปิดแคบ มืด ให้กินอาหารสำเร็จรูป ไม่ได้ออกกำลัง อัดยาปฏิชีวนะ และฮอร์โมน แล้วบอกว่าเป็นวิธีที่ถูกในการป้องกันโรคระบาด -- คุ้นมาก) ต้องทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า มันส่งผลดีต่อผู้บริโภค ในแง่ของการควบคุมโรคติดต่อจริง ๆ หรือด้วยเหตุผลเพพื่อเป็นการลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตกันแน่

    ด้วยระบบที่เป็นอุตสาหกรรม (ผลิตจำนวนมาก และจำเป็นต้องมีมาตรฐาน) และการให้ความสำคัญของสิทธิผู้บริโภค ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์กับผู้บริโภค (กรณีการปนเปื้อนของ E.coli และ salmonella ในสารคดี) จึงสาวกลับไปหาผู้รับผิดชอบได้ แต่กว่าจะเก็บสินค้าออกจากตลาดก็ปาเข้าไป 2 สัปดาห์ ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านเรา มีโรคที่เกิดจากอาหารเต็มไปหมด แต่ไม่ได้มีประเด็นฟ้องร้องกัน และการตรวจสอบก็คงทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะจากกรณีที่เกิดขึ้นจริงในเมืองไทยก็คือ มีเด็กท้องเสียหลังจากกินอาหารอย่างเดียวกัน คำตอบที่ได้จากการโทรไปแจ้งที่กรมควบคุมโรคก็คือ มีไข้ขึ้นแล้วค่อยโทรมา!

    อย่างไรก็ตาม สารคดีก็ได้เสนอทางออกให้กับผู้บริโภค ส่งสัญญาณให้กับผู้ผลิตให้เปลี่ยนแปลง ซึ่งทางออกก็คือผลผลิตจาก organic farm (ราคาน่าจะลดลงซักหน่อย)

    Official site

    แถมท้ายด้วย วิดีโอ Dan Barber แห่ง TED Talks

    Saturday, February 27, 2010

    Samsung Galaxy Spica i5700: Hand-on experience

    Samsung Galaxy Spica เป็น Android รุ่นราคาไม่โหดร้ายมากนัก มีความสามารถที่น่าสนใจอยู่ครบ OS ที่ใช้คือ Android 1.5

    • HSDPA (2100 - ในไทยก็ TOT)
    • Google experience
    • ส่วน GPS ยังไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่ (เดี๋ยวไปลอง augmented reality ก่อน)


    ขอแสดงความเห็นในบางเรื่อง นอกเหนือไปจาก ความเร็ว หน้าจอ การใช้งานทั่วไป ก็แล้วกัน

    Google Experience
    ที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือ Google Experience

    • Calendar & Contact sync: แก้ปัญหา การมีข้อมูล calendar และ contact หลายชุด (Outlook, Ovi, Google) ได้ชะงัด มาจัดการบน Google เสียที่เดียว แม้ว่า Google จะสนับสนุนการ sync ข้อมูล contact บน Symbian แต่จากประสบการณ์ใช้งานมีการสะดุดบ่อยครั้ง ส่วน Outlook กับ Windows mobile นี่ช่วงหลัง ๆ ผมมีปัญหาเรื่องรายชื่อซ้ำบ่อย ๆ
    • GMail: แม้ว่าจะมีโปรแกรม Email (สนับสนุน POP3, IMAP) ที่ติดมากับ Android อยู่แล้ว แต่สิ่งที่โปรแกรม GMail มันเป็น Push Email ทำงานอยู่ใน background ตลอดเวลา (สามารถตั้งปิดเปิดได้) งานเข้าได้แบบ realtime ถ้าเปิดตลอด
    • Youtube: ยังไม่ได้มีโอกาสลองจริงจังเสียที เพราะหาอินเตอร์เนทที่เร็วขนาดเล่น Youtube ได้โดยไม่กระตุกให้ลองได้มากนัก เข้าใจว่าตัวโปรแกรมใช้วิธิโหลดไฟล์ mp4 มาเล่นโดยไม่ผ่าน flash 
    • Google Maps: ของเดิมเคยใช้อยู่บน platform อื่น เป็นครั้งแรกที่ได้ลองกับ GPS
    • Google Reader: อันนี้ไม่ได้อยู่ใน Google experience ที่มากับเครื่องโดยตรง แต่ด้วยประสิทธิภาพของ web browser ที่ถูกยกให้เป็นคู่แข่งกับ iPhone Safari ทำให้สามารถใช้ Google Reader ในแบบหน้าตาที่คล้ายกับการใช้บน PC ไปลองกันได้ที่ http://www.google.com/reader/i
    • GTalk: อันนี้คงไม่ได้เป็นจุดเด่นของโปรแกรมชุดนี้เท่าไหร่ เพราะมี app ตัวอื่นที่สามารถเอามาลงได้เช่นเดียวกัน


    ปัญหา


    • เนื่องจากเป็นรุ่นออกใหม่ ไม่ใช่พิมพ์นิยม หา case ใส่ได้ยากพอควร ขนาดของ case ของรุ่นที่ใส่แทนกันได้ก็คือ i7500 แต่รูของปุ่มต่าง ๆ จะไม่ตรง ซื้อมาเจาะเองได้ มีขายที่มาบุญครอง แต่ต้องอดทนนิดหนึ่ง เดินถามหาแล้วไม่เจออย่าเพิ่งท้อ
    • ไม่ support ไฟล์ office document มาตั้งแต่เกิด แต่ต้องลงโปรแกรม (Doc To Go) เพิ่มเติม ผู้ใช้ที่ย้ายมาจาก Windows Mobile อาจจะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง
    • ความสามารถทางด้าน multimedia เป็นเรื่องที่ Android ยังถูกโจมตีอยู่บ่อย ๆ สำหรับการเล่นไฟล์เสียง และ podcast ไม่มีปัญหามากนัก เพราะสนับสนุน format พิมพ์นิยม (wav, mp3, ogg) ครบ แต่เรื่องวิดีโอนี่ยังต้องปรับปรุง เพราะเล่นได้แค่ mp4 กับ 3gp แถมลองจับไฟล์ mp4 ขนาด HD โยนลงไปให้มันเล่นก็พบว่าไม่สามารถเล่นได้
    • ดังนั้นการเล่นไฟล์วิดีโอ จึงต้องการการแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปแบบของ Android-friendly ซะ ซึ่งก็มีโปรแกรมสำเร็จรูปบน Windows ออกมาให้ใช้แล้ว ส่วนวิธีการบน linux จะลองเรียบเรียงมาเล่าให้ฟังอีกที โดยเฉพาะการเอาวิดีโอบน Youtube มาเก็บไว้ดูแบบ offline

    Sunday, February 21, 2010

    Android phone.. ไม่รอแล้ว

    หลังจากที่กลับไปใช้โทรศัพท์ที่ไม่มี touch screen และไปหลงไหลกับ hardware keyboard อยู่พักใหญ่ ข่าวของโทรศัพท์ที่ใช้ Android ก็ออกมาอยู่เรื่อย ๆ แถมบางตัวมี hardware keyboard เสียด้วย ไหนจะข่าว 3G ก็ทำให้ต้องหยุดดูเป็นพัก ๆ

    สุดท้าย หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองที่จะ "ไม่รอมันแล้ว"

    เหตุผล
    • 3G ของค่ายมือถือยังถูกแช่แข็ง ของ TOT ก็ยังถูกจำกัดทั้งพื้นที่การใช้งาน และการข้ามเครือข่าย ถ้าจะย้ายก็ต้องเปลี่ยนเบอร์ ยังไม่อยากใช้หลายเบอร์
    • ราคา data package 3G ยังแพงอยู่ ต่อให้มี 3G ให้ใช้ ก็อาจจะต้องก้มหน้าใช้ GPRS/EDGE ต่อไปอยู่ดี
    • ความถี่ที่จะได้ใช้กับค่ายที่ใช้โทรศัพท์ที่ใช้อยู่เดิมจะเป็นความถี่อะไร ก็ยังไม่ confirm กัน 100% มันมีผลกับการเลือกโทรศัพท์เหมือนกัน เพราะใบอนุญาตยังไม่ออก ถ้าจะรอเล็งเลือกความถี่ให้เป้าให้ตรงก็ยังมีโอกาสพลาด
    • hardware keyboard ที่มีออกมา (G1, Droid series)มันก็ยังพิมพ์ไทยไม่ได้อยู่ดี (อันนี้ไม่รู้ว่า LG กับ Wellcom จะทำความฝันของคนรัก hardware keyboard ให้เป็นจริงได้หรือเปล่า)
    • จด ๆ จ้อง ๆ android ราคาประหยัดอยู่หลายตัว แต่มันก็มี spec เทพออกมาทั้ง Nexus One, HTC Desire, HTC Legend, Samsung Halo i8250 เห็นแล้วก็อยากได้ แต่เห็นราคาแล้วยังไม่อยากกินแกลบ

    เมื่อหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้ขนาดนี้แล้ว ก็ตัดสินใจเลือกซะ
    Samsung Galaxy Spica i5700

    Sunday, February 14, 2010

    Apple iPad keynote: Adjectives version

    หลังจาก iPad keynote ออกไม่นาน ในที่สุดก็มี Adjectives version ที่รอคอย



    ต้องร่ายมนต์ยาวกว่าครั้งก่อนตั้ง 1 นาที ฤา Apple จะเสื่อมมนต์ขลัง?

    Wednesday, January 13, 2010

    The Oatmeal

    เป็นเว็บการ์ตูน หลายช่อง เขียนโดย web designer นามปากกาเดียวกับชื่อเว็บ

    อ่านเจอครั้งแรกใน Gizmodo ในหัวเรื่อง Why I Believe Printers Were Sent From Hell To Make Us Miserable ได้อารมณ์ anti-social มากมาย (ราคาหมึก inkjet ยังคงเป็นเรื่องที่มีคนพูดถึงอยู่เรื่อย ๆ)

    The Zombie Bite Calculator

    Created by Oatmeal


    ทำการสมัคร feed ทันทีที่อ่านจบ!




    เรื่องอื่นที่น่าสนใจ
    ที่มา: theoatmeal.com

    Wednesday, January 06, 2010

    "คำหวาน" & "Playing Love"

    จดไว้กันลืม:

    ... ฉัน นั่งอยู่กับเครื่องดนตรี ตามองตรงไปข้างหน้า

    เธอ เดินช้า ๆ ผ่านเข้ามาในลานสายตา

    ฉัน เริ่มเล่นเครื่องดนตรีในมือ ...


    ท่วงทำนอง ดังขึ้น ณ ที่นี้ เป็นครั้งแรก และอาจเป็นครั้งเดียวบนโลกใบนี้...

    เห็นครั้งแรก: "คำหวาน" ใน โหมโรง, เห็นครั้งที่ 2: "Playing Love" ใน The Legend of 1900







    Note:

    Tuesday, November 03, 2009

    Burnout... หมดไฟ...

    ช่วงนี้เจอกับเหตุการณ์อันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ่อยจนผิดปกติ บางเรื่องก็เพิ่งรู้ว่ามันก็เป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งของ burnout ได้ด้วย (เป็นเองโดยไม่รู้สึกตัว!)

    เรื่อง Burnout นี่ แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เองก็ยังไม่รู้จักเรื่องนี้ดีเท่าไหร่ ตำราแพทย์ (อาจจะยกเว้นตำราจิตแพทย์) แทบจะไม่เคยเขียนถึงเลยด้วยซ้ำ ที่จะมีกล่าวถึงแล้วผมไปอ่านเจอก็คงเป็น Tintinalli's Emergency Medicine พูดถึงปลายทางของ burnout ใน Chapter 294 เรื่อง Physician's Well-being ว่า หมอที่เกิดอาการจะลงเอยด้วยการดูแลผู้ป่วยที่แย่ลง ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานลดลง เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ บางครั้งเกิดการแสดงออกทางกาย (somatoform disorder) และพฤติกรรม นำไปสู่การใช้ยา ติดเหล้า และโรคซึมเศร้า

    ที่จริงแล้วอาการ burnout เกิดได้ในทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่ทำงานภายใต้สภาวะกดดัน ร่วมกับความต้องการพิสูจน์ตัวเองในหน้าที่การงาน ที่สำคัญคือ มันจะเกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกต นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นว่าคน 2 คนที่ทำงานภายใต้สถานการณ์เดียวกัน จะต้องเกิด burnout แบบเดียวกัน หรือพร้อมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการกับจิตใจตัวเองด้วย

    วารสาร Scientific American Mind เดือนกรกฎาคม 2006 ได้กล่าวถึง Burnout cycle ของ Herbert Freudenberger ไว้ว่ามี 12 ระยะด้วยกัน โดยอาจจะมีการข้าม step หรือเกิดพร้อมกันก็ได้ แต่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้ (คำแปลไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ :P)
    1. ความต้องการพิสูจน์ตัวเอง (Compulsion to prove oneself) จุดเริ่มตันของหายนะที่จะตามมา นำไปสู่ระยะที่ 2
    2. พยายามทำงานหนักขึ้น (Working Harder) คาดหวังสูง พยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง นำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่มีใครสามารถทำแทนได้ ("irreplacability")
    3. ละเลยความสุขส่วนตัว (Neglecting their needs) ทุ่มเททุกอย่างให้งาน ลดเวลานอน สละเวลากิน เลิกพบปะเพื่อนฝูง ลดความสำคัญของครอบครัว
    4. ความรู้สึกขัดแย้ง แปลกแยก (Displacement of conflicts) เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวไม่ถูกต้อง ไม่สามารถบ่งบอกที่มาได้ คนรอบข้างจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ในระยะนี้
    5. เปลี่ยนทิศทางการประเมินตัวเอง (Revision of values) การแยกตัว ทุ่มเทกับงาน ไม่มีเวลาสำหรับเรื่องอื่น ทำให้การประเมินค่าของตัวเอง ขึ้นอยู่กับงานที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เกิดอารมณ์เฉยเมย (emotionally blunted)
    6. ไม่ยอมรับปัญหา (Denial of emerging problems) ความอดทนที่ลดต่ำลง มองเพื่อนร่วมงานในแง่ร้าย รู้สึกว่าถูกกินแรง เกิดความไม่ไว้ใจ นำไปสู่การแสดงออกที่ก้าวร้าว และมองว่าสาเหตุของปัญหาเป็นเรื่องของปริมาณงานที่แบกรับเอาไว้ และเวลาทำงานที่ไม่เคยพอ
    7. เลิกติดต่อกับผู้คน (Withdrawal) ปิดกั้นตัวเอง ความรู้สึกหมดหวัง หมดหนทางเริ่มแทรกซึมเข้ามา มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เริ่มใช้ตัวช่วยอย่าง ยา หรือเหล้า
    8. พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (Obvious behavioral changes) คนรอบข้างสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในขณะที่ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเพิ่มพูนขึ้น
    9. จิตหลุด (Depersonalization) มองไม่เห็นความต้องการของตัวเอง มองไม่เห็นทางออก มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เป็นหุ่นยนต์
    10. ชีวิตนี้ช่างว่างเปล่า (Inner Emptiness) แต่ความรู้สึกไม่อยากหายใจทิ้ง นำไปสู่การ "หาอะไรทำ" เที่ยวกลางคืน กินเหล้า เมายา อย่างหนัก
    11. ซึมเศร้า (Depression) อาการของโรคซึมเศร้าปรากฏ หงอย หมดหวัง หมดแรง ชีวิตหมดความหมาย
    12. หมดไฟ (Burnout syndrome) ถ้ามาถึงตรงนี้แล้ว คนที่หาทางออกไม่ได้ บ้างก็แสดงออกทางกาย (somatoform disorder) บ้างก็ทำให้เกิดอาการทางจิต (mental collapse)

    อ่านดูแล้ว มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้สึกตัวได้เอาง่าย ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกอาการ burnout นี้บ่อนทำลายชีวิตส่วนตัว และคนรอบข้างไปหลายแล้ว

    ขอให้ท่านที่ผ่านมาอ่านข้อความเหล่านี้ รักษาตัวให้รอดพ้นจากอาการหมดไฟนี้ครับ

    Note 1: แหล่งอื่นที่ผมอ่านเจอข้อมูลเกี่ยวกับ burnout กะเขาด้วย ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันนี้ คือ หนังสือ The Art of Community ของ @jonobacon (download ไปอ่านกันได้ฟรีครับ ที่ http://www.artofcommunityonline.org/)
    Note 2: คำแปล "burnout" อันแรกที่นึกถึงคือ "เผามันให้วอด" หึ หึ
    Note 3: ช่างบังเอิญ หนังสือออกใหม่ที่ไปเห็นมา สด ๆ ร้อน ๆ "Something for the Pain: Compassion and Burnout in ER" (เข้ากับชีวิตน่าดู) เก็บไว้ในโครงการหามาอ่านในโอกาสต่อไป
    Note 4: หาหนังสือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ของท่านพุทธทาส มาอ่านคู่ด้วย น่าจะได้ความต่อเนื่องเป็นอย่างมาก

    Monday, September 28, 2009

    เมื่อ command line เหนือกว่า GUI: PDF conversion

    ได้รับมอบหมายงาน scan หนังสือคู่มือเล่มเล็ก ๆ มา ปรากฏว่าทำการ scan ออกมา ได้เป็นไฟล์ ตามด้วยตัวเลข manual-1.png ไล่ไปเรื่อย ๆ

    ปัญหาก็เลยเกิดว่า จะทำให้เป็น .pdf เพื่อแจกได้ง่าย ๆได้ยังไง

    วิธีที่นึกออกเป็นอันแรก ก็คือ เปิดโปรแกรมที่สามารถสร้างเอกสารแล้ว save ออกมาเป็น pdf ได้ แล้วก็เอาไฟล์รูปมา paste ลงไปทีละหน้า resize ให้พอดี อาจจะเสียเวลาหน้าละ 1-2 นาที ทำ 30 หน้าก็คงเสียเวลาสักครึ่งชั่วโมง

    ก่อนที่จะได้ลงมือ ก็ได้ไปเจอกับวิธีที่เร็วกว่า บน linux command line นั่นก็คือ การใช้ ImageMagick command line

    ถ้ายังไม่ได้ลง ImageMagick ให้ apt-get ลงไปก่อน
    sudo apt-get install imagemagick

    • เริ่มจากการ resize ขนาดให้เหมาะกับการอ่านในหน้าจอ และขนาดโดยรวมเล็กลง จะได้ส่งเมล์ง่าย ๆ


      convert -resize 640 manual*png manual-s.png
      ได้ไฟล์ผลลัพธ์เป็น manual-s-1.png ไล่ไปเรื่อย ๆ

    • ต่อมาก็เป็น การรวบทุกรูปให้กลายเป็น pdf


      convert manual-s*png manual.pdf



    เป็นอันเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที

    Wednesday, September 09, 2009

    Cinema Paradiso

    ในคำนำของหนังสือเรื่อง คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร ของ ประชาคม ลุนาชัย เล่าถึง การเดินทางกลับบ้านของคนพเนจรคนหนึ่ง บ้านที่มีคนเฝ้ารอยินดีกับการเดินทางกลับไปของเขา แม้ว่าการเดินทางนั้นจะเป็นเดินทางกลับไปมือเปล่า เหนื่อยล้า และอาจใช้เวลาชั่วชีวิต

    โตโต้ ในหนัง Cinema Paradiso ก็เดินทางกลับบ้าน บ้านที่เขาเกิดและเติบโตใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่น ก่อนที่วันหนึ่งจะตัดสินใจเดินทางจากไปและตั้งใจว่าจะไม่เหลียวหลังกลับมาอีก แม้ว่าในหนัง ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่โตโต้ได้ทำหลังจากที่เดินทางออกมา ว่าได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือ เขาประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดี และกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนที่เขาไม่รู้จัก ในสถานที่ของคนแปลกหน้า อยู่ในความรู้สึกแปลกแยกอยู่เช่นนั้น

    โตโต้เดินทางกลับบ้านอีกครั้ง ในอีก 30 ปีต่อมา

    มาร่วมพิธีศพ

    พิธีศพของคนที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็ก เป็นส่วนสำคัญในชีวิตในระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น พร้อม ๆ กับช่วงเวลาเหล่านั้นที่หวนกลับมาในความทรงจำอีกครั้ง

    ณ ที่ตรงนั้นทำให้โตโต้ได้รู้ว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ครั้งหนึ่งได้เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาไปแล้ว

    บางที เราคงจะต้องออกเดินทางไปเพื่อจุดหมายอะไรบางอย่าง ทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าและความหมายอะไรมากมาย จนไปถึงจุดที่เราเริ่มสงสัยว่ามาอยู่ในที่ที่ยืนอยู่นี้ได้อย่างไร และกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วนั่นแหละ เราถึงจะได้มองย้อนหลังกลับมาพบว่า สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้เคยเกิดขึ้นกับตัวเรา เมื่อนานมาแล้ว และเราก็เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นไกลมากแล้วเช่นเดียวกัน

    เมื่อเราเดินทางกลับไปในสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้น เรากลับพบว่า ตัวเราเองก็กลายเป็นคนแปลกหน้าของสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้นไปแล้ว ในขณะเดียวกัน เราก็พบตัวเราเองกำลังเป็นพยานของการเคยมีอยู่ของมันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะถูกกระแสของกาลเวลาพัดพาไป

    แล้วเราก็จะแยกย้ายกันไป

    เมื่อฝุ่นจางลง สิ่งนั้นก็จะค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนอื่น ๆ ในที่แห่งนั้น ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ ไม่มีใครจำได้ ว่างเปล่า และเงียบงันเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    Sunday, September 06, 2009

    GMail mobile ช้า...

    โปรแกรม GMail mobile ที่เป็น J2ME app เอาไว้เช็คเมล์ในโทรศัพท์ ก็สะดวกดี ใช้ ๆ ไป มี version 2 มาให้ upgrade

    ช่วงหลัง ๆ มาสังเกตว่า ทำไมยิ่งใช้ ยิ่งช้าลงไปเรื่อย ๆ 1 นาที, 3 นาที, 5 นาที, 15 นาที!!

    ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่ง ลบโปรแกรมออก แล้วก็ลงใหม่ ปรากฏว่าโปรแกรมกลับมาเร็วเหมือนเดิม

    แล้วก็ค่อย ๆ ช้าลงอีก เอาออกลงใหม่ก็หาย

    วิธีแก้ที่หาเจอตอนนี้ ทางเดียว คือ downgrade ไปใช้ version 1.5 หน้าตาดูดีไม่เท่า ไม่มีลูกเล่นมาก แต่ทำงานพื้นฐานได้

    แปลกใจที่ Google ยังไม่ได้แก้ไขเสียที ทั้ง ๆ ที่มีผู้ใช้แจ้งปัญหาเข้าไปก็ไม่น้อย

    หรือเป็นเพราะความเร็วเครือข่ายบ้านเรามันช้าเกิน?

    link:
    Google support forum

    Friday, August 28, 2009

    สงคราม OS บน smartphone

    วันนี้ได้อ่านข่าวที่ตอนแรกก็ผ่านตาเฉย ๆ : การประกาศตัวของ Nokia N900

    พอได้อ่านรายละเอียด ก็รู้สึกว่า นี่มันเป็นการประกาศตัวของ OS ของโทรศัพท์มือถืออีก platform หนึ่ง แบบที่เกาะติดกระแสนิ้วสัมผัสแบบ iPhone เสียด้วย (ไหนว่าจะเป็นแค่ mobile internet device ไง)

    สรุปว่าตอนนี้ OS บน smartphone ที่ถูกส่งลงสนามตอนนี้นับได้ 6 เข้าไปแล้ว iPhone, WebOS, Android, Maemo, Windows mobile และ Blackberry (ยังไม่นับ Symbian ที่กำลังเก็บกวาดบ้านอยู่)

    3 ใน 6 (WebOS, Android, Maemo) มีรากมาจาก Linux และเป็น opensource (แต่ตอนนี้วิวัฒนาการเป็นคนละ species ไปแล้ว?)

    ปีหน้าคงเป็นปีที่น่าปวดหัวไล่มาตั้งแต่ผู้ผลิตที่ไม่มี OS ของตัวเองชัดเจน (อย่างเช่น Samsung ที่ลองมาทั้ง Windows mobile, Android และ Symbian) ว่าจะเอาอันไหนมาใส่ดี หรือพวกที่มี OS ของตัวเอง (Apple, Palm, Nokia, RIM) ที่ต้องทำให้คนใช้ประทับใจขึ้นไปอีก คนพัฒนาโปรแกรมที่ไม่รู้ว่า platform ไหนจะมา คนใช้ที่มีอะไรให้เลือกเต็มไปหมด เหล่าแฟน และสาวก ฯลฯ

    ที่แน่ ๆ ปีหน้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออะไร ไม่รู้ว่าจะมียี่ห้อไหนที่ทำ hardware ออกมาให้ลงมันได้ทุก OS หรือทำให้มี boot loader ไปเลยก็น่าจะดี

    Links
    Windows mobile,Maemo,Android,WebOS,Blackberry,iPhone

    Monday, August 17, 2009

    I Am Legend ตำนานที่ถูกผมเข้าใจผิด

    ก่อนหน้าที่จะได้ดู I Am Legend ก็เคยได้ยินเสียงวิจารณ์ไปในทางบวกตั้งแต่ตอนที่หนังยังอยู่ในโรงเมื่อ 2 ปีก่อน

    สิ่งที่ผมเข้าใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ นอกจากเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีแล้ว ข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับเกี่ยวกับหนังก็คือ Will Smith รับบทเป็นมนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในมหานครนิวยอร์กภายหลังโรคระบาดบางอย่าง และอุตส่าห์ลงทุนลดน้ำหนักจนผอมกะหร่องเพื่อให้สมจริง ฟังแล้วก็เข้าทำนองเลียนแบบ Tom Hanks ใน Castaway แต่เปลี่ยนจากติดเกาะ เป็นอยู่กลางกรุงแทน ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรใหม่

    ความรู้สึกแรกหลังจากดูจบ ก็คือ I Am Legend ก็แค่หนังแนวเดียวกับหนังโรคระบาดที่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือด ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น 28 Days Later, Resident Evil ซึ่งสาวไปได้ถึงต้นตำรับหนังแนวซอมบี้ (zombie genre) นำโดยเจ้าของตำนานอย่าง George A. Romero ต้นกำเนิดของหนังตระกูล "The Dead" ทั้งหลาย (Night of Living Dead, Day of the Dead, Dawn of the Dead, Land of the Dead ฯลฯ) ซึ่งริเริ่มทำกันมาตั้งแต่ปี 1968 โน่น

    ผมเข้าใจว่า I Am Legend ก็เป็นแค่หนังซอมบี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็เท่านั้น

    ผมเข้าใจผิดมหันต์

    I Am Legend ต่างหากที่เป็นต้นตำรับ ของสิ่งที่ผมพิมพ์ไปข้างบนทั้งหมด

    I Am Legend เป็นผลงานนวนิยายขนาดไม่ยาวมาก ของ Richard Matheson (เคยได้ยินชื่อคน ๆ นี้กันไหมครับ?) ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1974 (เป็นอนาคตในตอนที่เขียน) เล่าเรื่องของ Robert Neville มนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์โรคระบาด ที่ต้องเผชิญกับ "ผู้ติดเชื้อ" (ผู้เขียนเรียกว่าแวมไพร์ ไม่ใช่ ซอมบี้ หรือ Darkseekers หรือ Hemocytes) ที่กลับมาจากโลกของความตายหลังพระอาทิตย์ตกดิน นำไปสู่การค้นพบต้นเหตุของโรคระบาด และลงเอยด้วยบทสรุปที่ไม่เหมือนในภาพยนตร์เลยแม้แต่นิดเดียว

    ที่จริงแล้ว ตัวบทประพันธ์ I Am Legend เองก็เคยทำเป็นภาพยนตร์แล้ว 3 ครั้ง ในชื่อ The Last Man on Earth (1964), The Omega Man (1971) และ I am Legend (2007) ดังนั้นในแง่ของต้นกำเนิดแล้ว I Am Legend ของ Richard Matheson เกิดก่อน และแน่นอนว่ามีอิทธิพลต่อการสร้างภาพยนตร์ของ George A. Romero ซึ่งสร้าง Night of Living Dead ภาคแรกออกมาหลังจากนั้นอีก 10 กว่าปี จนกลายมาเป็น"แนวซอมบี้"ในเวลาต่อมา หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ Stephen King ก็ยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจาก I Am Legend ในงานเขียนเรื่อง Cell (แต่ผมคิดว่า เรื่องของแวมไพร์อย่าง Salem's Lot ก็มีบรรยากาศคล้ายกันอยู่ไม่น้อย) เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ผลงานเรื่องอื่น ๆ ของ Richard Matheson ก็ได้รับความนิยมในขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นตำนานของวงการเรื่องสยองขวัญคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

    ยังไม่หมด

    จากการค้นเจอข้อมูลของ Richard Matheson ยังนำผมไปสู่ข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครเลยจะรู้ว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่อง เช่น Stir of Echoes (หนังสยองขวัญ - Kevin Bacon นำแสดง), What Dreams May Come (romantic - Robin Williams) และ Somewhere in Time (อ่านไม่ผิดครับ! หนัง romantic อมตะที่นำแสดงโดย Christopher Reeve นั่นล่ะ) ก็เป็นผลงานของ Richard Matheson!

    ยังไม่นับถึงการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ ตอนของ Twilight zone series อีกด้วย

    สำหรับหนังสือ I Am Legend ที่ผมได้มานี่เป็นเวอร์ชันหน้าปก Will Smith ในภาพยนตร์ ข้างใน มีเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องต่อท้ายมาด้วย บางเรื่องอ่านแล้วชวนให้นึกถึงหนังฮอลลีวูดอีกบางเรื่อง อย่างเช่น Prey (ไม่บอกว่าเหมือนเรื่องอะไร ลองอ่านดู) และเรื่องขนาดสั้นมากชนิด 3 หน้าจบ แต่เล่นเอาลืมไม่ลงอย่าง The Near Departed

    สุดท้ายเอาวิดีโอสัมภาษณ์ Richard Matheson เกี่ยวกับผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีเหน็บ I Am Legend เวอร์ชันภาพยนตร์ตอนท้ายนิด ๆ ด้วย

    Links ที่น่าสนใจ