Thursday, September 26, 2013

แนวทางของ Apple


จากคำให้สัมภาษณ์ของ Tim Cook (CEO), Jonathan Ive (UI design) และ Craig Federighi (HI design) หลังการเปิดตัว iPhone 5S, 5C และ iOS7

การทำธุรกิจ

มีส่วนที่ไม่สร้างมูลค่าอยู่ในตลาดอยู่เต็มไปหมด แต่เรา (Apple) ไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่ไม่สร้างมูลค่าพวกนั้น
 “There’s always a large junk part of the market,” he says. “We’re not in the junk business.” - Tim Cook

เรา (Apple) ไม่ได้มองหาการยืนยันแนวทางธุรกิจของเราจากภายนอก แต่คนอื่นก็กำลังทำเลียนแบบสิ่งที่เรากำลังทำ นั่นแสดงให้เห็นว่าคนอื่นให้ความสำคัญในแนวทางในแบบของเรา
“We’re not looking for external validation of our strategy, but I think it does suggest that there’s a lot of copying, kind of, on the strategy and that people have recognized that importance.” - Tim Cook

การสร้างนวัตกรรม

มีปัญหาหลายอย่างต้องแก้ไข ก่อนที่มันจะนำไปสู่การปลดล็อกไอเดียใหญ่ ๆ
“there are so many problems that had to be solved to enable one big idea.” - Jonathan Ive

เราเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าเพื่อแก้ปัญหา เราไม่ได้ถือโอกาสยัดเทคโนโลยี 10 อย่างลงไป เพื่อจะได้ใส่เพิ่มลงไปในรายการโฆษณา feature
“we started with a desire to solve the problem. We didn’t start opportunistically with 10 bits of technology that we could try to find a use for to add to our features list,” - Jonathan Ive

ทำเรื่องใหม่ๆง่ายนิดเดียว แต่ทำเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องยาก
“New? New is easy. Right is hard.” - Craig Federighi

[สิ่งที่เกิดขึ้นกับโนเกีย ที่สูญเสียความเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์มือถือ และถูก Microsoft takeover กิจการ] เป็นเครื่องเตือนใจทุกคนในธุรกิจนี้ว่า คุณจะต้องสร้างนวัตกรรมไปเรื่อย ๆ การหยุดสร้างนวัตกรรม คือการตายไปจากวงการ
“I think [Nokia] is a reminder to everyone in business that you have to keep innovating and that to not innovate is to die.” - Tim Cook

การออกแบบ

คนส่วนใหญ่มองว่า ความเรียบง่าย คือการไม่รกรุงรัง และที่จริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความเรียบง่ายที่แท้จริงคือ การปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนไปถึงจุดที่ไม่มีวิธีอื่นที่เข้าท่ามากไปกว่านั้น
"I think a lot of people see simplicity as the lack of clutter. And that's not the case at all. True simplicity is, well, you just keep on going and going until you get to the point where you go, 'Yeah, well, of course.' Where there's no rational alternative." - Jonathan Ive

มองกลับไปในอดีต: สตีฟ จ็อบส์ พูดถึงการออกแบบ ในปี 1996: มันเป็นคำที่น่าสนใจ บางคนคิดว่า การออกแบบเป็นเรื่องของสิ่งที่"ปรากฏให้เห็น" แต่ลึกลงไป มันคือการแสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นมัน"ทำงานอย่างไร"ต่างหาก
"(It's) a funny word. Some people think design is about how it looks. But of course, if you dig deeper, it's really how it works." - Steve Jobs

ภาพถ่าย Steve Jobs ในห้องพักของเขา ปี 1982


ที่มา:

Thursday, February 28, 2013

L'Inconnue de la Seine หญิงสาวนิรนาม แห่งแม่น้ำแซน

L'Inconnue de la Seine
ภาพประกอบจาก alimobasser.com

เรื่องราวของหญิงสาวนิรนาม ที่มีส่วนช่วยชีวิตคนทั่วโลก

ในปลายศตวรรษที่ 19 ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถูกนำขึ้นจากแม่น้ำแซนในกรุงปารีส โดยที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ ติดตัว และเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายใด ๆ บนร่างกายของเธอ เมื่อร่างของเธอได้ถูกเคลื่อนย้ายมายังสถานที่เก็บร่างผู้เสียชีวิต อาจเป็นด้วยความงาม ความเยาว์วัย หรือรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า เมื่อผู้ดูแลสถานที่ได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวนิรนามนี้ เขาได้ทำการหล่อหน้ากากเค้าโครงใบหน้า (death mask) ของเธอเก็บเอาไว้ ก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ในเวลาต่อมา

Maurice Blanchot นักเขียนชาวฝรั่งเศสได้เขียนบรรยายถึงใบหน้าของเธอเอาไว้ว่า:
"ใบหน้าของหญิงสาวที่ดวงตาปิดสนิท แต่สว่างไสวด้วยรอยยิ้มที่ผ่อนคลาย และปล่อยวาง ทำให้ผู้ที่พบเห็นอดคิดมิได้ว่า เธอจมลงไปยังก้นแม่น้ำ โดยที่ยังอยู่ในห้วงเวลาอันแสนสุข"

ด้วยความงดงาม และปริศนารอยยิ้มน้อย ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน ถึงขนาดมีผู้นำไปเปรียบเทียบกับรอยยิ้มในตำนานอย่างโมนา ลิซ่า  ทำให้หน้ากากเค้าโครงใบหน้าของเธอ ถูกคัดลอกต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบเก็บสะสมผลงานศิลปะในยุคนั้น และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของฝร่ังเศสในช่วงทศวรรษที่ 1920 และด้วยความเป็นมา และการตายของเธอที่ยังคงเป็นปริศนามาตลอด ทำให้เกิดตำนานเล่าขานไปทั่วยุโรป ในรูปแบบของนวนิยาย บทกวี และบทละคร บ้างก็ว่าเธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยสาเหตุจากความคับแค้นยากจน บ้างก็ว่า เป็นโศกนาฏกรรมระหว่างเธอกับชายหนุ่มในตระกูลสูงศักดิ์ ที่จบลงด้วยความรักที่ไม่สมหวัง และการทำอัตวินิบาตกรรม

เวลาล่วงเลยมาอีก 80 ปี ในช่วงทศวรรษ 1960 Asmund S. Laerdal เจ้าของกิจการของเล่น ร่วมมือกับ แพทย์ชาวออสเตรีย ชื่อ Peter Safar ผู้คิดริเริ่มวิธีการช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น (CardioPulmonary Resuscitation: CPR) ผลิตหุ่นสำหรับสอนช่วยชีวิตที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนคนจริงขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่า หุ่นที่มีขนาด และรูปร่างลักษณะเหมือนกับคนจริง จะทำให้ผู้เรียนมีความกะตือรือร้นในการฝึกทักษะการช่วยชีวิตมากยิ่งขึ้น จากความประทับใจที่มีต่อตำนานโศกนาฏกรรมของหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน ทำให้ Asmund Laerdal เลือกเค้าโครงใบหน้าของเธอ เป็นต้นแบบใบหน้าของหุ่นสำหรับการสอนช่วยชีวิต ที่มีชื่อว่า Resusci Anne ตั้งแต่บัดนั้น

หุ่น Resusci Anne รุ่นแรก เริ่มต้นจากการเป็นหุ่นสำหรับฝึกการช่วยชีวิตตามหลักการในยุคนั้น ได้แก่ การเปิดทางเดินหายใจ "A" ด้วยการเงยศีรษะ และเชยคาง (head tilt-chin lift) และการผายปอด "B" ด้วยการทำ mouth-to-mouth ในเวลาต่อมา เมื่อองค์ความรู้เกี่ยวกับการกดหน้าอก (chest compression) เพื่อให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดขึ้น Resusci Anne ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในเรื่องของการฝึกกดหน้าอกเช่นเดียวกัน เวลาผ่านไป กิจการของ Laerdal ก็ได้ผันตัวเองจากผู้ผลิตของเล่น มาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ และอุปกรณ์ฝึกช่วยชีวิต ในปัจจุบัน

สำหรับหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน แม้ว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องราว หรือแม้แต่ชื่อจริง ๆ ของเธอเลยก็ตาม แต่จนถึงวันนี้ใบหน้าของเธอ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหุ่น Resusci Anne ที่เป็นต้นแบบสำหรับฝึกสอนการช่วยชีวิตให้กับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก จนได้รับการขนานนามว่า เป็น"ใบหน้าที่ถูกจุมพิตมากที่สุดในโลก" จากการฝึกผายปอดช่วยชีวิตไปแล้ว

ปัจจุบันรูปหล่อใบหน้าต้นฉบับของหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน ถูกเก็บรักษาไว้ที่ The Museum of the Order of St John กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ที่มา:
Laerdal - History
Wikipedia - L'Inconnue de la Seine

Monday, February 11, 2013

ภายใต้หน้ากาก


The Dark Lord Trilogy: The Rise of Darth Vader โดย James Luceno


..
ดาร์ธ ซิเดียส ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เวเดอร์สูญเสียทุกอย่าง แม้แต่ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความไร้เทียมทานที่เขาเคยมีแบบตอนที่เป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์

เวเดอร์หันหลังกลับ และเคลื่อนตัวไปยังประตู
แต่เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การเดิน

ด้วยความเคยชินในการสร้าง และซ่อมแซมหุ่นยนต์ เพิ่มความแรงเครื่องยนต์แลนด์สปีดเดอร์ และยานรบตั้งแต่ยังเด็ก จนถึงการปรับปรุงกลไกควบคุมแขนกลข้างแรกของเขา เขาเริ่มไม่แน่ใจในความไม่ได้เรื่องหุ่นยนต์แพทย์ที่รับผิดชอบต่อการฟื้นคืนชีพของเขาในห้องทดลองของซิเดียสบนคอรัสซัง

ขาโลหะผสมของเขาดูเก้งก้างด้วยแถบเกราะโลหะชนิดเดียวกับที่หล่อถุงมือที่หุ้มแขนเทียมข้างขวาของเขา สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ ตรงปลายแขนเป็นแค่กระจุกของเนื้อที่ถูกเอามาปลูกถ่าย แล้วเชื่อมต่อกลไกที่ถูกกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวเข้ากับเส้นประสาทที่เหลืออยู่ แต่แทนที่หุ่นพยาบาลจะใช้โลหะชนิดทนทาน มันกลับเลือกใช้โลหะผสมที่คุณภาพต่ำกว่า และไม่ได้เก็บรายละเอียดรอยตะเข็บแผงวงจรให้เรียบร้อย ผลก็คือ พื้นผิวด้านในของชุดปรับความดัน เต็มไปด้วยรอยตะปุ่มตะป่ำ ที่คอยเสียดสีหัวเข่า และข้อเท้าของเขาตลอดเวลา

บูททรงสูงไม่พอดีกับขาเทียม ที่กรงเล็บนิ้วเท้าก็ขาดสัมผัสไฟฟ้าสถิตย์แบบที่มีในนิ้วมือเทียม ส้นของรองเท้าถูกยกขึ้นสูง ทำให้ตัวเอนไปข้างหน้า บังคับให้เขาต้องเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้สะดุดล้ม แย่ยิ่งกว่านั้น มันหนักมากเสียจนเขารู้สึกถูกดูดติดอยู่กับพื้น เหมือนอยู่บนดาวที่มีแรงโน้มถ่วงสูงอยู่ตลอดเวลา

มันจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีไปได้อย่างไร ถ้าเขาต้องใช้ พลัง ตลอดเวลา กับแค่การเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง! เขาคิดถึงการยอมนั่งบนเก้าอี้ต้านแรงโน้มถ่วง และเลิกหวังการกับเคลื่อนที่จริง ๆ จัง ๆ ด้วยซ้ำ

แขนเทียม ก็ห่วยพอ ๆ กับขา

มีแต่แขนเทียมข้างขวาเท่านั้น ที่พอจะรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นแค่แขนเทียมก็เถอะ บางทีระบบแรงดันอากาศที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของข้อ มันก็ตอบสนองได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น เสื้อคลุม แผงเกราะหน้าอกที่แสนจะหนัก จำกัดการเคลื่อนไหว จะกระทั่งเขาแทบไม่สามารถยกแขนขึ้นเหนือหัวได้ และทำให้เขาจำเป็นต้องปรับเทคนิคการใช้ดาบแสงไปโดยปริยาย

บางทีเขาน่าจะปรับตัวขับเคลื่อนและแกนหมุนของแขนให้มีความแข็งแรงขนาดที่จะขยี้ด้ามดาบแสงของเขาได้ไปเลย ด้วยความแข็งแรงของแขนเขาอย่างเดียว เขาสามารถยกคนตัวโต ๆ ให้พ้นพื้นได้ แต่ พลัง ก็ให้ความสามารถอันนั้นกับเขาอยู่แล้ว โดยเฉพาะในหัวงเวลาของความโกรธ แบบที่เขาเคยทำบนทาทูอิน และที่อื่น ๆ แถมแขนของชุดเกราะยังไม่พอดีกับแขนเทียมอย่างที่ควรจะเป็น ถุงมือที่ยาวถึงข้อศอกตีบคอด และรัดข้อมือ

ในขณะที่ มอง ไปที่ถุงมือทั้ง 2 ข้าง เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การเห็น

หน้ากากปรับความดัน ประกอบไปด้วย แว่นตาที่ปูดโปน ปากเหมือนปลา ยื่นออกมาสั้น ๆ และหักมุมโดยไม่จำเป็นตรงกระดูกโหนกแก้ม พอประกอบเข้ากับโดมของหมวก ให้ความรู้สึกเหมือนกับเงาร่างหุ่นยนต์สงครามของซิธในสมัยโบราณที่กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง เลนส์รูปครึ่งวงกลมสีดำที่ครอบอยู่รอบดวงตาของเขา กรองแสงที่อาจเป็นอันตรายต่อกระจกตา และจอประสาทตาของเขาออกไป แต่ก็ทำให้ทุกอย่างมีสีแดงไปหมด และทำให้เขาไม่สามารถเห็นปลายรองเท้าของตัวเองได้ เว้นแต่จะต้องก้มหัวลงสุด ๆ

เขาฟังเสียงของมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนแขนขาของตัวเอง แต่เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การได้ยิน

หุ่นยนต์แพทย์ได้สร้างกระดูกอ่อนของใบหูของเขาขึ้นใหม่ แต่เยื่อแก้วหูถูกหลอมเหลวด้วยความร้อนของดาวมุสตาฟาจนไม่สามารถซ่อมแซมอะไรได้ไปแล้ว ตอนนี้คลื่นเสียงที่เข้ามาจะผ่านไปยังประสาทหูชั้นในเทียม เสียงที่เข้ามาให้ความรู้สึกเหมือนมาจากใต้น้ำ ที่แย่กว่านั้นคือ ตัวรับเสียง ขาดความสามารถในการแยกแยะเสียงต่าง ๆ รับเอาเสียงรบกวนต่าง ๆ เข้ามาด้วย ยากต่อการเดาระยะทาง และทิศทาง บางครั้งตัวรับเสียงก็หอน หรือก้อง ๆ หรือไม่ก็สันพร่า แม้กระทั่งกับเสียงเบา ๆ ก็ตาม

แม้ปอดของเขา จะมีอากาศเขามาเติมตลอดเวลา แต่เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การหายใจ

ตรงนี้แหละ ที่หุ่นยนต์แพทย์ล้มเหลวของจริง

หน้าอกของเขาถูกกล่องควบคุมรัดเอาไว้ สายเคเบิลหนา ๆ ทิ่มแทงเข้าไปในทรวงอก เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ช่วยหายใจ และเครื่องควบคุมการเต้นของหัวใจ เครื่องช่วยหายใจถูกติดตั้งอยู่ในหน้าอกที่เต็มไปด้วยแผลเป็นน่าเกลียด ต่อเข้าโดยตรงกับท่อที่เชื่อมเข้ากับเนื้อปอด และหลอดลมที่หลงเหลือ แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาด เพราะมันทำให้เขาสามารถหายใจด้วยตัวเองเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ

หน้าจอควบคุมส่งเสียงเตือนบ่อย ๆ แบบไม่มีเหตุผล และไฟกระพริบต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ ก็เป็นแค่เครื่องเตือนถึงความเปราะบางของเขา

เสียงหายใจแหบ ๆ ที่ดังต่อเนื่อง รบกวนการพักผ่อน ไม่ต้องพูดถึงการหลับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แสนจะหาได้ยากสำหรับเขา เพราะมันคือการสลับฉากกันของฝันร้ายที่บิดเบี้ยว ที่ผลัดกันออกมาหลอกหลอนด้วยเสียงของความเจ็บปวดทั้งหลายที่อยู่ในความทรงจำ

อย่างน้อยหุ่นยนต์แพทย์ก็ติดตั้งท่อช่วยหายใจในที่ที่อยู่ต่ำลงไป ทำให้เขาสามารถส่งเสียงผ่านกล่องเสียง ได้โดยมีเครื่องสังเคราะห์เปลี่ยนเสียงที่เหมือนเสียงกระซิบ ให้กลายเป็นเสียงแหบต่ำ

เขาสามารถกินอาหารทางปากได้เหมือนกัน แต่ก็เฉพาะเวลาที่เขาอยู่ในห้องปรับความดัน เพราะเขาไม่สามารถเอาเครื่องช่วยหายใจที่ติดอยู่กับหน้ากากออกได้ มันจึงง่ายกว่าที่เขาจะได้รับสารอาหารทางหลอดเลือด และต้องคอยพึ่งพาสายสวน ถุงกักเก็บ และระบบหมุนเวียน ในการจัดการกับของเสียต่าง ๆ

แต่อุปกรณ์เหล่านั้นทั้งหมดก็ทำให้เขาเคลื่อนตัวได้อย่างยากเย็น พูดถึงความสง่างาม ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แผงเกราะหน้าอกที่ทำหน้าที่ปกป้องปอดเทียมมันช่างหนักอึ้ง เช่นเดียวกับปลอกดามคอที่จำเป็นต่อระบบที่ทำหน้าที่แทนกระดูกต้นคอทั้งหมด ที่เชื่อมต่อกับหมวกเทอะทะ ระบบหน้ากากช่วยหายใจอันละเอียดอ่อน แผลเป็นเละ ๆ บนหัวที่ไม่มีผม ที่เกิดจากปฏิบัติการช่วยชีวิตในช่วงการเดินทางกลับจากมุสตาฟามายังคอรัสซังต์ บนยานของซิเดียส

ผิวหนังที่ถูกเผาจนติดกระดูก ถูกแทนด้วยผิวหนังสังเคราะห์ที่คันตลอดเวลา และจะต้องถูกขัดถูทั่วร่างกายเพื่อเอาเนื้อตายออกเป็นประจำ

เขาได้ผ่านช่วงเวลาของการกลัวที่แคบ ช่วงเวลาของความสิ้นความหวังของการกำจัดชุดเกราะนี้ทิ้งไป เขาอยากสร้าง.. สร้างห้องที่เขาสามารถรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์อีกครั้ง..

ถ้ามันเป็นไปได้

ทั้งหมดทั้งมวล เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การมีชีวิต

นี่มันคือการจองจำในคุกที่เลวร้ายที่สุด เพื่อรับทัณฑ์ทรมานไปตลอดชีวิต เขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเศษซากของชีวิต เป็นอำนาจที่ไร้เป้าหมาย...

เสียงถอนหายใจอย่างหดหู่ ออกมาจากหน้ากากช่วยหายใจ

เขาเตือนตัวเองให้ตั้งสติ แล้วก้าวผ่านช่องประตูออกไป..

Monday, December 17, 2012

แซนด์วิช

ก่อนศตวรรษที่ 18 ผู้คนรู้จักอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์หรือชีส ที่มีแผ่นขนมปังอยู่ประกบ 2 ข้างว่า "ขนมปัง และเนื้อ" (bread and meat) (หรือ ขนมปัง และชีส) ง่าย ๆ แค่นั้น แต่ก็เป็นอาหารของผู้คนหลายเชื้อชาติมาตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล และก็ไม่มีใครสักคนรู้จักมันในชื่อของ แซนด์วิช เลย

อันที่จริงแล้ว แซนด์วิช (Sandwich) เป็นชื่อเมือง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ

ในศตวรรษที่ 18 John Montagu ที่ชื่นชอบการเล่นไพ่ มักสั่งคนรับใช้ของเขาให้เอา ขนมปังประกบกับเนื้อ เพื่อป้องกันมือไม่ให้เปื้อนน้ำมันจากชิ้นเนื้อ เมื่อหยิบขึ้นมากิน ทำให้สามารถเล่นไพ่ต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้ไพ่เปื้อน

John Montagu ท่านนี้ จริง ๆ แล้ว ดำรงตำแหน่งขุนนางของอังกฤษ เป็น ท่านเอิร์ลลำดับที่ 4 แห่งแซนด์วิช (4th Earl of Sandwich) เมื่อคนในวงไพ่เห็นว่า วิธีการรับประทานขนมปังประกบเนื้อ แบบที่ John Montagu สั่ง เป็นวิธีที่เข้าท่าดี และได้รับความนิยมในวงไพ่มากขึ้นเป็นลำดับ เหล่าสมาชิกในวงไพ่จึงสั่งคนรับใช้บ้างว่า "เอาแบบ แชนด์วิช!" (Same as Sandwich!) เป็นจุดกำเนิดทำให้ผู้คนรู้จักอาหารชนิดนี้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมาว่า แซนด์วิช

ปัจจุบันตำแหน่ง Earl of Sandwich สืบเชื้อสายต่อเนื่องมาจนถึงลำดับที่ 11 ในขณะที่คำว่า แซนด์วิช ถูกนำไปใช้เป็นคำกิริยาของ "การประกบ"ของเอาไว้ตรงกลาง ที่กว้างขวางออกไปกว่าเดิม

แม้ John Montagu จะไม่ใช่พ่อครัวผู้คิดค้นแซนด์วิช แต่เขาเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้คนทั้งโลก ยอมรับอาหารชนิดนี้ และเรียกมันว่า แซนด์วิช

Wednesday, November 07, 2012

The Cobra Effect: ปรากฏการณ์งูเห่า

ในโลกที่ทุกอย่าง perfect ถ้าต้องการให้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางใดทางนึงแล้วล่ะก็ ให้หาสิ่งจูงใจมาแลกเปลี่ยน ใครเข้าร่วม ก็ได้รางวัลไป แค่นี้ก็เกิดเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่คาดฝัน การสร้างสิ่งจูงใจ อาจนำไปสู่ผลเลวร้าย ที่รู้จักกันในชื่อ ปรากฏการณ์งูเห่า (The Cobra Effect) :-

ในสมัยที่อังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคม ต้องการกำจัดงูเห่าให้หมดไป จึงให้ค่าหัว(งู)แก่ชาวบ้าน ที่นำซากงูมาแสดง ชาวบ้านให้ความสนใจเป็นอันมาก จนกระทั่ง เกิดธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์งู เพื่อขายซากงูให้ทางการอังกฤษซะเลย

ในสมัยที่ฝรั่งเศสยึดเวียดนามเป็นอาณานิคม ต้องการกำจัดหนูให้หมดไปจากพื้นที่รอบชุมชนฝรั่งเศสในฮานอย จึงประกาศให้รางวัลแก่ชาวบ้าน ที่นำหางหนูมาแสดง ปรากฏมีชาวบ้านนำหางหนูมาขึ้นรางวัลเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางการฝรั่งเศสค้นพบในเวลาต่อมาว่า ชาวบ้านรอบชุมชนฝรั่งเศสแห่งนี้ทำอาชีพเพาะหนูตัดหางขายให้ทางการฝรั่งเศสอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

นักโบราณคดีในศตวรรษที่ 19 ประกาศให้รางวัลตอบแทนซากกระดูกโบราณ ที่คนงานเหมืองในประเทศจีนขุดพบในแต่ละชิ้น ดังนั้น เมื่อกระดูกถูกขุดพบ มันจะถูกทุบให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจะได้นำไปแลกรางวัลได้หลาย ๆ ชิ้น

เจ้าของที่ดินในเขตที่มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ตัดสินใจตัดต้นไม้ และทำลายแหล่งที่อยู่ของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์นั้นจนหมด ก่อนที่ที่ดินของตัวเองจะถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หมดหนทางทำประโยชน์จากที่ดินนั้นอีกต่อไป

รัฐบาลเม็กซิโกซิตี้ แก้ปัญหารถติดด้วยการจำกัดรถที่วิ่งได้ในวันคู่ และวันคี่ ตามป้ายทะเบียน คนในเม็กซิโกซิตี้ ก็เลยซื้อรถเพิ่มอีกคัน เพื่อจะได้ใช้รถทั้งวันคู่ และวันคี่ ส่วนรถที่ขายดีคือ รถรุ่นเก่าที่ประสิทธิภาพในการเผาผลาญเชื้อเพลิงต่ำ ผลสุดท้ายสร้างปัญหารถติด และมลภาวะมากกว่าเดิม (!!)

หน่วยดับเพลิงได้รับเงินสนับสนุนตามจำนวนเหตุเพลิงไหม้ที่ออกปฏิบัติการ งานด้านการป้องกันเพลิงไหม้จึงไปไม่ถึงไหน เพราะถ้าไม่มีเพลิงไหม้ ก็ไม่ได้เงินน่ะสิ

เรื่องเหล่านี้สอนให้รู้ว่า การเสนอแรงจูงใจ อาจไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการเสมอไป บางครั้งอาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามกับที่ต้องการก็เป็นได้

ใครมีตัวอย่างของ Cobra Effect ในชีวิตประจำวัน ลองมา share กันนะครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

Monday, September 24, 2012

The Greatest Show on Earth โดย Richard Dawkins


  • ลิงชิมแพนซี ไม่ใช่บรรพบุรุษของมนุษย์ แต่มนุษย์และลิงชิมแพนซีมีบรรพบุรุษร่วมกันต่างหาก
  • เต่าบกกับเต่าทะเล อะไรเกิดก่อนกัน? - เต่าบกเกิดก่อน แล้วส่วนนึงกลับลงไปในทะเล นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเต่าทะเลยังขึ้นมาวางไข่บนบก เพราะบนบกเคยเป็นบ้านของมัน
  • วิวัฒนาการของกระดองเต่า เกิดตั้งแต่บนบกหรือในทะเล? - กระดองส่วนล่างวิวัฒนาการในทะเล ส่วนกระดองส่วนบนวิวัฒนาการบนบก เพราะในทะเล ผู้ล่ามักมาจากข้างล่าง ส่วนบนบก ผู้ล่ามักมาจากข้างบน
  • หางของวาฬ และโลมา ไม่เหมือนหางของปลาอื่น ๆ - เพราะว่า ปลาทั่วไปอยู่ในน้ำมาตลอด วิวัฒนาการได้หางแนวตั้ง เพื่อเคลื่อนที่โดยขยับกระดูกสันหลังในแนวขวาง ซึ่งวิวัฒนาการต่อมาเป็นการเคลื่อนไหวของงูเลื้อย และสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ
    ส่วนบรรพบุรุษของวาฬและโลมา เคยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่บนบก ซึ่งมีการเคลื่อนที่โดยการขยับกระดูกสันหลังในแนวบน-ล่าง วาฬและโลมา จึงวิวัฒนาการได้หางแนวนอน

    และอื่น ๆ อีกมากมาย
จากหนังสือ The Greatest Show on Earth โดย Richard Dawkins

Thursday, April 12, 2012

Post ภาพจาก Instagram บน Google+

เนื่องจาก Google+ ยังไม่เปิด API ให้ app อื่น post เข้าไปได้โดยตรง ก็เลยเห็นว่า ไม่มี Google+ อยู่ในทางเลือกในการ share ภาพจากใน Instagram
ถ้าเราอยาก post ภาพที่ผ่าน filter ของ Instagram บน Google+ ก็สามารถทำได้เหมือนกัน โดย (บน Android OS)
  1. เปิดภาพขึ้นมาใส่ filter ใน Instagram ตามปกติ
  2.  กดเครื่องหมาย >> ที่อยู่มุมบนขวาของจอ ภาพจะถูก save ไปที่ folder /sdcard/Pictures/Instagram โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเราจะเลือก upload ในหน้าจอถัดไปหรือไม่ก็ตาม
  3. เปิด app Gallery หรือ file manager เข้าไปที่ folder Instagram ในข้อ 2. แล้ว share เข้า Google+ 
วิธีการข้างบนสำหรับคนใช้ Android สำหรับ iOS ก็น่าจะทำได้ ถ้าใครลองแล้วมาแจ้งข่าวนะครับ

Friday, March 02, 2012

ศาสตร์ของการลืม #2 :ความทรงจำเปราะบางกว่าที่เราคิด

ภาพจาก flickr โดย droetker0912
หลายคนคงเชื่อ ว่า ความทรงจำของคนเราเป็นเหมือนม้วนเทปวิดีโอที่เก็บสิ่งที่เราจำเอาไว้ได้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง (และเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีก) และมันจะคงอยู่อย่างนั้น ติดตัวเราไปตลอด แนวคิดของเทคโนโลยีการกำจัดความทรงจำระยะยาวปรากฏในเรื่องราวความพยายาม ลบ'เธอคนนั้น'ออกไปจากความทรงจำ ในภาพยนตร์เรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind หรือเหตุการณ์ที่ชีวิตของมนุษย์ถูกอยู่ภายใต้สิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจควบคุมความทรงจำ ใน Dark City

ในปัจจุบัน มีการเสนอทฤษฎีว่า ความทรงจำระยะยาวของคนเรา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ภาค คือ เหตุการณ์ (เสียง ภาพต่าง ๆ) กับ อารมณ์ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น โดยเหตุการณ์ที่จำได้จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกตามมา ต่อเนื่องกันในลักษณะของห่วงโซ่ (chain of memories) ซึ่งตัวอย่าง ปัญหาความทรงจำระยะยาวที่ย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของ คือ ภาวะเครียดหลังประสบเหตุการณ์เลวร้าย (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD)

ความเชื่อเรื่องความแม่นยำของความทรงจำ เริ่มถูกท้าทาย ในช่วงทศวรรษ 1980s ว่า ที่จริงแล้วความทรงจำของคนเรานั้นถูกเก็บอย่างเปราะบางมากกว่าที่คิด เมื่อมีการค้นพบโปรตีนที่มีชื่อว่า PKMZeta ที่จุดเชื่อมต่อ (synapses) ของเซลล์ประสาทในสมอง ทำให้เซลล์ประสาทสามารถเชื่อมต่อกันได้เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งกลไกการเชื่อมต่อนี้ จำเป็นต้องได้รับการย้ำ (reconsolidation) เป็นประจำ ทุกครั้งที่เรานึกถึง ความทรงจำนั้น จะถูกปรุงขึ้นใหม่ และเขียนทับลงไปใหม่ แต่ด้วยส่วนผสมที่อาจต่างไปจากเดิม หรือมิฉะนั้นความทรงจำนั้นก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป

เมื่อไปทดลองในหนู ที่ถูกสร้างเงื่อนไขให้กลัวการถูกไฟฟ้าช็อตหลังได้ยินเสียงที่กำหนด พบว่า การโจมตีการสร้าง PKMZeta ในขณะที่หนูได้ยินเสียง (ที่จะตามมาด้ายการถูกช็อต) ทำให้หนูเลิกแสดงอาการกลัวในเงื่อนไขเดิม (ยับยั้งกลไก reconsolidation , ทำลายห่วงโซ่ของความจำ) ในขณะที่เงื่อนไขอื่น และความทรงจำอื่นยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

ด้วยแนวคิดนี้จึงได้มีการ นำมาประยุกต์ใช้ลดผลกระทบด้านอารมณ์จากความทรงจำที่เลวร้ายในคนไข้ PTSD ด้วยการ'เขียนซ้ำ'ความทรงจำด้านอารมณ์ใหม่ โดยการให้คนไข้รื้อฟื้นความทรงจำอันเลวร้ายนั้น ในขณะที่ได้รับยาที่ส่งผลต่ออารมณ์ อย่าง propranolol (ลดความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ลดความตื่นเต้น) หรือกระทั่งการใช้ยา ecstasy หรือที่รู้จักในชื่อ ยาอี (!!) ซึ่งทำให้ การรื้อฟื้นความทรงจำในครั้งต่อ ๆ มา แม้ว่าคนไข้จะยังจำเหตุการณ์ได้ แต่ก็ส่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ลดลงกว่าเดิม หรือเทคนิค การทิ้งช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ระยะหนึ่ง ซึ่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ของผู้ประสบเหตุการณ์นั้นลดลงแล้ว จึงให้ผู้ประสบเหตุระบายอย่างละเอียดออกมา (critical incident stress debriefing: CISD) ทำให้เกิดการ'เขียนทับ'ความทรงจำใหม่ที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกลดลง

เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ความทรงจำที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่จริงแล้วถูกเก็บไว้อย่างเปราะบาง และแม้ว่ายาเม็ดที่กินแล้ว ทำให้ลืมเรื่องเลวร้ายได้ คงยังไม่มาถึงในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่เราก็ได้รู้ว่ามีสิ่งที่เป็นไปได้ในประโยคที่ ฮัน โซโล พูดถึงการจากไปของ ชิวแบ็กก้า:
"เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีจดจำมันได้"
(ดัดแปลงจากประโยคต้นฉบับ: "How do you change the past?" "Simple. By changing the way you remember it.")

ที่มา:

Wednesday, February 22, 2012

ศาสตร์ของการตกหลุมรัก


ศาสตร์ของการตกหลุมรัก
  • ระยะแรกพบ: ตาดู ใบหน้า และรูปร่าง (ความสมบูรณ์ของ gene และอาหาร), หูฟังเสียงพูด (ฮอร์โมนเพศ), จมูกดมกลิ่น (ที่มีทั้ง 'ได้กลิ่น' และ'ไม่ได้กลิ่น')
  • ระยะต่อมา: การใกล้ชิด สัมผัส ส่งผลต่อสารเคมีในสมอง: dopamine - reward system, oxytocin - ความอบอุ่น ไว้ใจ, cortisol - ความเครียด, serotonin - หมกมุ่น

ศาสตร์ของการอกหัก

  • เกิดจาก การไม่ได้รับการตอบสนอง (dopamine), ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ (ที่ใช้สมองตำแหน่งเดียวกับการรับรู้ความเจ็บปวดทางกาย) และความเครียดจากการหมกมุ่น

สรุปว่า ความรู้สึกพิเศษหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น จากการตกหลุมรัก คือ ปฏิกิริยาของสารเคมีในสมองที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลก มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาของโลกต่างหาก

ที่มา:
Scientific American

Wednesday, January 25, 2012

Earworm: เสียงเพลงที่วนเวียนอยู่ในหัว

เช้าวันหนึ่ง ระหว่างที่คุณกำลังนั่งกินอาหารเช้า คุณได้ยินเสียงเพลงที่กำลังฮิตจากวิทยุ เพราะดี.. คุณเริ่มฮัมเพลงนี้ในใจ

คุณ ขับรถออกมาทำงาน ระหว่างที่ติดไฟแดง คุณพบว่า ท่อนฮุกของเพลงสุดฮิต ยังคงถูกเล่นในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. มันคงจะฮิตจริง ๆ.. ระหว่างกินข้าวกลางวันคุณพบว่า.. คุณหยุดคิดถึงเพลงนี้ไม่ได้ (!!) คุณใช้เวลาตลอดบ่ายเอาหัวโขกข้างฝา และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ฟังเพลงนั้นอีกตลอดชีวิต

จากการวิจัย พบว่า 98% ของคนทั่วไปเคยมีประสบการณ์เสียงเพลงที่เล่นวนเวียนอยู่ในหัว ที่รู้จักกันในชื่อ earworm (แปลตรงตัวว่า หนอนรูหู) กันมาแล้วทั้งนั้น earworm นี้พบบ่อยในผู้หญิง และนักดนตรี และสร้างความรำคาญให้กับผู้หญิงมากกว่า แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ชัดเจนว่า earworm มันมีประโยชน์กับเรายังไง แต่ก็มีทฤษฎี และการทดลองที่อธิบายปรากฏการณ์นี้จาก ความพยายามเติมเต็มช่องว่างของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟัง (auditory cortex) เช่นเดียวกับ เวลาที่เราสามารถนึกทำนองเพลงที่คุ้นหู ต่อเนื่องได้แม้ว่าเสียงเพลงจริงๆ จะหยุดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกเพลงที่จะกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ earworm ได้เสมอไป คุณสมบัติของเพลงที่มีแนวโน้มจะเป็น earworm คือ

  • จำง่ายมาก และง่ายต่อการร้องตาม
  • เป็นทำนองซ้ำๆ (repetitive) เป็นที่สังเกตว่า earworm มักเป็นท่อนฮุกที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา เราก็มักจะจำได้แค่ท่อนฮุกนั่นแหละ และสมองจะพยายามหาทางออกจากท่อนฮุกนั้นให้ได้ แต่'ติดหล่ม'หาทางออกจากท่อนฮุกที่ว่า ไม่เจอ (!) (อ่านวิธีแก้ในย่อหน้าถัดไป)
  • มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะ หรือทำนอง ที่กระตุกชวนให้สมองติดตาม เติมเต็มช่องว่าง และ 'ติดหล่ม' ในที่สุด

มีความพยายามมากมายในการหาวิธีแก้ earworm ที่ได้ผลชะงัด วิธีที่ง่ายและใช้กันบ่อยได้แก่
  1. ฟังเพลง และร้องเพลงนั้นให้จบทั้งเพลง เพื่อเป็นการปลดล็อกสมองจากสภาวะติดหล่มท่อนฮุก
  2. เอาไปติดคนอื่น - earworm สามารถติดต่อได้ คงไม่ต้องบอกว่า ทำยังไงให้คนข้างๆ ฮัมเพลงเดียวกับคุณ แน่นอนว่า earworm อาจจะไม่หายไป แต่คุณจะรู้สึกดีขึ้น (หรือแอบสะใจ) ที่ได้แบ่งมันให้กับคนอื่น
  3. ร้องเพลงอื่นแทน (eraser tune) ถ้าคุณกำจัด earworm ได้สำเร็จด้วยวิธีนี้ ยินดีด้วย คุณได้ยัดหนอนตัวใหม่เข้าไปในหูแทนเป็นที่เรียบร้อย
(วิธีการกำจัด earworm แบบพิสดารอื่น ๆ ตั้งแต่ สวดมนต์ เล่น sudoku และปีนหอไอเฟล ดูได้จาก link ที่มาด้านล่าง)

อย่าง ที่พิมพ์ไปตอนต้นว่า แม้เราจะไม่รู้ว่า earworm มีประโยชน์กับเรายังไง แต่ก็มีการนำความรู้เกี่ยวกับ earworm ไปใช้ในการผลิตสื่อ และโฆษณา เพื่อสร้างเพลงโฆษณาที่ติดหู และเพลงฮิตติดชาร์ต รวมทั้งกลยุทธการโปรโมทที่ทำให้สมองเรา 'ตกหล่ม' ที่เราเจอในชีวิตประจำวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับคนที่สงสัยว่า ใครเป็นคนบัญญัติคำว่า earworm ช่างตรงใจอะไรเช่นนี้ ที่จริงแล้ว คำว่า earworm มาจากคำว่า "Ohrwurm" ในภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า ความ'คัน'ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งมีชีวิตในนิทานปรัมปราเล่มไหนทั้งสิ้น

via

Monday, January 23, 2012

เมื่อการลดขนาดของก้อนมะเร็ง อาจไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป


  • ยารักษามะเร็งบางตัว มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเส้นเลือด (anti-angiogenesis) ที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง โดยมีเป้าหมายทำให้ก้อนมะเร็งขาดเลือด และขนาดเล็กลง
  •  บางครั้ง การขาดเลือด อาจกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดพฤติกรรม'เอาชีวิตรอด' โดยการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น (metastasis) มากขึ้น ลงท้ายด้วยก้อนมะเร็งที่เล็กลง แต่อาการคนไข้แย่ลง (จากการทดลองในหนู) ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็ง
  • เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใช้ยารักษามะเร็งชนิดที่ไม่ตรงกับชนิดของเซลล์ที่มีผลการศึกษาวิจัยรองรับ (off-label use) อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีก็เป็นได้
via Cancer Cell via gizmodo

Saturday, January 14, 2012

อีก 1 เหตุ ของความล้มเหลวในการลดน้ำหนัก

  • 1 ในหน้าที่ของสมองส่วน hypothalamus คือควบคุมความรู้สึกหิว ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต hypothalamus จึงเป็นตัวที่ช่วยบอกว่า น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ควรเป็นเท่าไหร่
  • จากการทดลอง หนู และอาสาสมัครที่มีน้ำหนักเกิน พบการเปลี่ยนแปลงของ hypothalamus ซึ่งคาดกันว่า ทำให้มีการกำหนด'น้ำหนักตัวที่เหมาะสม'มากเกินกว่าปกติ
  • การที่น้ำหนักตัวที่เหมาะสมถูกสั่งโดยสมองนี้ อาจเป็นเหตุผลของ yoyo effect เพราะสมองจะสั่งให้ทำน้ำหนักกลับมาเท่าเดิมในที่สุด.. แม้ว่าเราจะยังควบคุมอาหารอยู่ก็ตาม (!!!)
  • ตอนนี้ ยังบอกไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงของ hypothalamus ที่ถูกพบนี้ สามารถกลับคืนเป็นปกติได้หรือไม่ แต่เราเริ่มจะรู้แล้วว่า การคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เพื่อลดน้ำหนัก คงจะไม่พอเสียแล้ว

via HealthLand

Monday, January 09, 2012

30 มิถุนายน 2555 นี้ เราจะมีเวลาเพิ่มขึ้น 1 วินาที

  • ปัจจุบันการอ้างอิงเวลามาตรฐาน ใช้นาฬิกาอะตอม (Atomic clock) ที่ถือว่ามีความเที่ยงตรงมากที่สุด - International Atomic Time (TAI)
  • วงโคจรที่โลกหมุนรอบตัวเอง และอิงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ (solar time) ไม่ได้สม่ำเสมอทุกรอบ จากแรงฉุดของดวงจันทร์ ทำให้บางวันสั้น บางวันยาว (นิดนึง)
  • ถ้าปล่อยไว้ เวลาของ นาฬิกาอะตอม กับเวลาที่อิงตามวงโคจรของโลก จะห่างออกจากกันเรื่อย ๆ
  • การใส่ 1 วินาที เข้าไป (leap second) ในเวลาอ้างอิงมาตรฐาน: Coordinated Universal Time (UTC) จะทำให้เวลาทั้งสองอันยังเดินไปด้วยกันได้เหมือนเดิม (มักใส่เข้าไปตอนกลางปี หรือสิ้นปี)
  • ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 มีการใส่เวลาเข้าออก UTC แบบนี้มาแล้ว จนปัจจุบัน UTC อยู่ห่างจาก TAI 34 วินาที และ 30 มิถุนายน 2555 นี้ จะมีการใส่เวลาเข้าไปอีก 1 วินาที
  • 1 วินาที ดูเหมือนไม่สำคัญอะไร แต่สำหรับเทคโนโลยีที่ต้องการความแม่นยำในระดับ real time เช่น หอบังคับการบิน นักดาราศาสตร์ และ internet server มีความสำคัญมาก และน่าปวดหัว เพราะต้อง synchronize อุปกรณ์ทุกชิ้นให้ทำงานได้ตรงกัน
  • ในวงการการสื่อสาร จึงเริ่มมีการเรียกร้องให้หยุดใส่เวลาเพิ่มเข้าไปใน UTC แบบนี้เสียที ซึ่งถ้าทำจริง 40 ปีข้างหน้า เวลาจะเหลื่อมมากขึ้นอีก 30 วินาที ในระยะยาวกว่านั้น เวลาเที่ยง (12.00) อาจเป็นตอนเช้ามืด
  • ในระดับบุคคล สำหรับบางคน 1 วินาที อาจมีความสำคัญ ถ้ามีความต้องการสบตาใครบางคนนานขึ้นอีกนิดหนึ่ง

via: Wired, Scientific American

Friday, December 30, 2011

ศาสตร์ของการลืม: การมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่ การมีความสามารถในการ'จำ' แต่เป็นความสามารถในการ'ลืม'

  • การลืม เป็นการเคลียร์ข้อมูลเก่าในอดีต เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับข้อมูลใหม่ในปัจจุบัน
  • ความจำ มักเกี่ยวข้องกับ อารมณ์ ความรู้สึก, การลืม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจ หลังผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย
  • การไม่สามารถลืม มีความเกี่ยวข้องกับ ภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficeit Hyperactive disorder:ADHD) และซึมเศร้า (แต่ไม่รู้อะไรเกิดก่อน)
เทคนิคการลืม
  • การบังคับลืม:"mental brake" ฝึกฝนได้ เพราะสมองมีกลไกการยังยั้ง hippocampus (ความจำ) โดย prefrontal cortex (คิด วางแผน บริหารจัดการ ยับยั้ง)
  • หาอย่างอื่นทำไปเลย (distraction) ในระหว่างที่นึกได้
  • หาสิ่งทดแทน (substitution) เกี่ยวกับเรื่องที่จำได้ แต่การลืมมักไม่สมบูรณ์
via: Scientific American

Thursday, December 29, 2011

คลี่คลายปริศนา ก้อน ๆ ที่สาย USB

  • ก้อน ๆ ที่สาย USB และสายสัญญาณของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ มีชื่อเล่นว่า choke
  • ส่วนประกอบภายในของ choke คือ สารประกอบเหล็กรูปแบบนึง (ferrite/iron oxide/สนิม)
  • เหตุผลของการมีอยู่ของ choke คือ เพื่อสลาย คลื่นรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (ElectroMagnetic Interference: EMI / noises) ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไปรบกวนอุปกรณ์ชิ้นอื่น ๆ (หน้าจอกระพริบ, ลำโพงมีเสียงรบกวน) -- เหมือนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ
  • หลักการคือ เปลี่ยน EMI ให้เป็นความร้อน
  • เหตุผลที่มันต้องอยู่ตรงนั้น เพื่อตัดสัญญาณรบกวน แต่ไม่รบกวนสัญญาณเชื่อมต่อ
via: gizmodo , ภาพจาก phidgets inc

Tuesday, December 27, 2011

ศาสตร์ของเกล็ดหิมะ

  • เกล็ดหิมะ ไม่ใช่ ฝนที่กลายเป็นน้ำแข็ง แต่เป็น ไอน้ำที่ควบแน่นเป็นของแข็ง โดยไม่ผ่านสถานะของเหลว
  • ไม่มีเกล็ดหิมะอันใดหน้าตาเหมือนกัน รูปร่างสุดท้ายของเกล็ดหิมะ  ขึ้นกับ การตกผ่านระดับอุณหภูมิต่าง ๆ กัน (0 ถึง -5 องศา เป็นแผ่นเล็ก, -5 ถึง -10 องศา เป็นแท่ง, -10 องศา เป็นแผ่นใหญ่) และระดับความชื้น
  • เกล็ดหิมะ เป็นที่สนใจของบุคคลในตำนานอย่าง Robert Hooke ผู้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์, นักปรัชญาอย่าง Descartes หรือแม้แต่ Johannes Kepler ผู้หลงใหลการเฝ้ามองดวงดาวบนท้องฟ้า
  • การประดิษฐ์เกล็ดหิมะ เป็นงานอดิเรกของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก มีการจัดตั้ง เครือข่ายเกล็ดหิมะโลก โดยองค์การนาซ่า (!!) และเวบไซต์รวบรวมภาพเกล็ดหิมะจากทั่วโลก
ที่มา: Scientific American 1, 2

Sunday, December 25, 2011

คิดให้ดีก่อนซื้อ มือถือใหม่

คิดให้ดีก่อนซื้อ มือถือใหม่
  • 14% ของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เท่านั้น ที่ถูก recycle
  • ขยะ recycle ที่ว่า ถูกส่งไปประเทศโลกที่ 3 (กานา เป็นอันดับ 1) โดยแปะป้ายว่า "ของบริจาค" (!!)
  • วิธีการ recycle ที่ว่า คือ หลอมเอาโลหะมีค่า (ตะกั่ว โครเมียม) ดูเหมือนรายได้ดี
  • ลงเอยด้วย มลภาวะ และโรค จากโลหะหนัก
 via: Scientific American

Monday, November 14, 2011

[Read] Carl Sagan's The Demon-Haunted World: เส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์แท้-เทียม

The Demon-Haunted World: Science as a Candle in the Dark เป็นผลงานอีกเล่มหนึ่งของ Carl Sagan นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกสำคัญที่ได้แนะนำเรื่องราว ของโลกวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยงานเขียน และสารคดีที่กลายเป็นตำนานมาแล้วอย่าง Cosmos

หนังสือเล่มนี้เป็นผล งานในช่วงบั้นปลายของ Sagan ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1995 (Sagan เสียชีวิตในปี 1996) ในหนังสือเล่มนี้ Carl Sagan ได้ตีเส้นแบ่งโลกของวิทยาศาตร์ (science) ออกจาก วิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) โดยอาศัยรากฐานของการคิดเชิงวิเคราะห์ และความช่างสงสัย (skeptical) ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถาม และวิธีการดำเนินการพิสูจน์ตามแบบของวิทยาศาสตร์ แทนที่จะใช้ความเชื่อเป็นตัวชี้นำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างที่เรา เจอกันบ่อย ๆ

ตัวอย่างของ pseudoscience ที่หนังสือเล่มนี้ยกขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบ ก็คือเรื่องของปรากฏการณ์ถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว (alien abduction) ซึ่งซีรี่ย์ยอดนิยม ติดกลิ่นอาย scifi อย่าง The X-Files ได้นำมาใช้เป็นพล็อตเรื่องหลัก เรื่องราวมักจะเริ่มต้นจากเรื่องเล่าของเหยื่อที่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว ไปทำการทดลองต่าง ๆ นานา ตั้งแต่การถูกจับ (มักจะเป็นในเวลากลางคืน) ถูกนำตัวไปทดลอง (ผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อออกจากร่างกาย โดยไม่ทิ้งแผลเป็น) การผสมพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาว ความสามารถพิเศษในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว ไปจะถึงข้อสงสัยที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาปกปิดเรื่องที่มีการติดต่อกับมนุษย์ ต่างดาว (กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีสมคบคิดตามมาอีกต่างหาก แม้ว่าจะปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก) ที่น่าสนใจคือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ผ่านการสะกดจิต แม้ว่าจะไม่เคยมีหลักฐานยืนยันจริง ๆ มาก่อนเลยก็ตามที แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังคงปักใจเชื่อกับเรื่องนี้

ปรากฏการณ์ การถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวที่เกิดขึ้นถูกนำไปเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ ปาฏิหาริย์ทางศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นในยุคศาสนจักร ซึ่งปรากฏการณ์ทั้ง 2 อันนี้ มีความเหมือนกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นทางด้านจิตวิทยา ความเชื่อ และความทรงจำ (ซึ่งช่วงหลัง ๆ เริ่มมีหลักฐานออกมาเรื่อย ๆ ว่า ความจำของคนเราเชื่อถือไม่ค่อยจะได้)

หนังสือเล่มนี้ยังได้วิจารณ์ การสนับสนุนด้านการศึกษา และวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เรียกได้ว่า แนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ถูกใส่เข้าไปตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญของอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์อย่าง เบนจามิน แฟลงคลิน มีส่วนร่วมในการเขียนขึ้นมา แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลายเป็นว่า งบประมาณสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์ถูกตัด และถูกนำไปใช้ทางด้านความมั่นคงอย่างไม่สมเหตุสมผล ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์น้อย และมีความเชื่อในวิทยาศาสตร์เทียมจนน่าตกใจ ซึ่งการใช้ความเชื่อนำหน้าเหตุผลนี้สามารถนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปรากฏการณ์"ล่าแม่มด"ในยุคกลาง (อ่านถึงตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Crucible ขึ้นมาเลย) เผด็จการฟาสซิสม์ และลัทธินาซี

สำหรับผู้ที่สนใจหาคำอธิบายเกี่ยวกับ การตั้งข้อสงสัย คำเล่าลือเกี่ยวกับอสุรกายต่าง ๆ บนโลกใบนี้แบบเป็นวิทยาศาสตร์ และผู้ติดตามผลงานของ Carl Sagan The Demon-Haunted World เป็นหนังสือแนะนำ สามารถซื้อ kindle format ผ่านเวบ Amazon ได้ แต่ผลข้างเคียงของการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ อาจจะทำให้คุณอ่านนิยายแนวแฟนตาซีสนุกน้อยลง และมองนิยายวิทยาศาสตร์บางเรื่องเป็น pseudoscience ไปเลยก็เป็นได้

Tuesday, March 29, 2011

Lobotomy: โนเบลทางการแพทย์ที่ถูกลืม แต่ ฮอลลีวูดจำได้

ณ หอผู้ป่วยทางจิต คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคจิตเภท ที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น และหมดทางเยียวยาด้วยการรักษาทางอื่น จะลงเอยด้วยการถูกนำไปทำการผ่าตัดเอาเนื้อสมองออกบางส่วน ที่เรียกว่า "Lobotomy" เพื่อหวังว่าจะลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงได้ R.P. McMurphy เป็นคนไข้ใหม่ของที่นี่ เขาเป็นตัวป่วนที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา เขากำลังจะถูกพิพากษาด้วยการทำ Lobotomy .. (-- One Flew Over the Cuckoo's Nest นำแสดงโดย Jack Nicholson จากบทประพันธ์ของ Ken Kesey)

Teddy Daniel เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้รับการมอบหมายให้มาสอบสวนคดีคนไข้โรคจิตที่หายตัวไปจากห้องอย่างลึกลับ ก่อนหน้าที่จะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ ของการรักษาโรคจิตเภทที่แพทย์ลงความเห็นว่า หมดทางเยียวยา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล .. (-- Shutter Island นำแสดงโดย Leonado Di Caprio จาก บทประพันธ์ของ Dennis Lehane)

Baby Doll ถูกทารุณโดยพ่อเลี้ยง ถูกหาว่าฆาตกรรมน้องสาวของเธอเอง ถูกใส่ความว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิต ถูกส่งเข้าสถานบำบัด และลงเอยด้วยการถูกจับมัดบนเก้าอี้ หมอผ่าตัดกำลังจะใช้เหล็กแหลมยาว แบบที่ใช้สกัดน้ำแข็ง จ่อไปเหนือดวงตา ใต้เปลือกตาบนแล้วเตรียมตอกเหล็กแหลมให้ทะลุเข้าไปถึงโพรงสมอง .. (-- Sucker Punch กำกับโดย Zack Snyder)



"เหล็กสกัดน้ำแข็ง" ภาพประกอบจาก wikipedia

ปกติแล้วฮอลลีวูดจะเว่อเสมอ แต่กับ Lobotomy นี่อาจจะไม่

แนวคิด ของ Lobotomy คือการทำลายเนื้อสมองบางส่วน ซึ่งตามทฤษฎีบอกว่า อาจจะเป็นต้นเหตุของวงจรผิดปกติในสมอง ทำให้คนวิกลจริต แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะมีการใช้รักษาคนไข้โรคจิตเภทที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น (ในสมัยนั้น) ได้อีกแล้ว เทคนิคและแนวคิดถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนมาเฟื่องฟูในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย António Egas Moniz แพทย์ชาวโปรตุเกส ได้รับรางวัลโนเบล ในปี 1949 จากการรักษาผู้ป่วยด้วยการทำ Lobotomy หลังจากนั้น ก็มีผู้ป่วยปีละหลายพันคนที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกระโหลกทำ Lobotomy ด้วยข้อบ่งชี้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ไบโพลาร์ ภายใต้วิชาที่มีชื่อว่า การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคทางจิต (Psychosurgery)

แนวคิด และเทคนิคการทำ Lobotomy มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง Walter Freeman แพทย์ชาวอเมริกันได้ทำการคิดค้นวิธีการทำ Lobotomy แบบไม่ต้องผ่าเปิดกระโหลก แต่เปลี่ยนเป็นใช้เหล็กแหลมเจาะเข้าทางกระบอกตา ที่เรียกว่า Transorbital Lobotomy (-- ว่ากันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ ได้ไอเดียมาจากเหล็กสกัดน้ำแข็งจริง ๆ) เพื่อเข้าไป"จัดการ"กับเนื้อสมอง ในส่วน frontal lobe ซึ่งด้วยวิธีที่ง่าย และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมนี้ ทำให้มีคนไข้อีกนับพันราย ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าสมาธิสั้น

Sucker Punch ของ Martin Scorsese ไม่ได้แสดงภาพของการทำ Transorbital Lobotomy ที่โอเว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด แต่เป็นกระบวนการจริง ๆ ที่เกิดขึ้น (วิดีโอการทำ transorbital lobotomy สด ๆ แนบอยู่ตอนท้ายของบทความนี้ คำเตือน: ถ้าหน้ามืดเป็นลมง่ายอย่าดูนะครับ)

Lobotomy ถูกลดความสำคัญลง หลังการมาของยาควบคุมอาการทางจิต ที่ให้ผลเทียบเท่า หรืออาจจะดีกว่า และคนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด จำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการทำ Lobotomy จึงลดลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แม้ว่า ปัจจุบันยังมีการทำ Lobotomy อยู่บ้าง ในศูนย์การแพทย์บางแห่ง แต่ก็ด้วยข้อบ่งชี้ที่ถูกจำกัดลงกว่าเดิม

ปัจจุบัน คนไข้ที่ได้รับการทำ Lobotomy บางคนยังมีชีวิตอยู่ และ 1 ในนั้นคือ Howard Dully ซึ่งเข้ารับการทำ lobotomy ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ได้เขียนเล่าประสบการณ์หลัง Lobotomy เอาไว้ในหนังสือ My Lobotomy เป็นหลักฐานยืนยันว่า การทำ Lobotomy นั้นไม่ได้ทำให้หายจากอาการทางจิตได้เสมอไป แต่ก็เป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ระดับรางวัลโนเบล ที่ถ้าไม่ถูกนำมาเล่าแล้ว เราคงไม่เชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง

วิดีโอสาธิต Lobotomy (คำเตือน: ไม่เหมาะสำหรับคนหน้ามืดง่ายครับ)

Monday, January 31, 2011

เมื่อ Star Wars mashup กับซอมบี้: Star Wars: Death Troopers


กระแสซอมบี้เริ่มเป็นที่รู้จัก นับตั้งแต่ Night of Living Dead ของ George A. Romero  เมื่อ 40 ปีที่แล้วเป็นต้นมา แล้วก็มีการพัฒนาเป็นรูปแบบต่าง ๆ ในรูปแบบภาพยนตร์ กับหนังสือมาเรื่อย ๆ

นับตั้งแต่ Pride and Prejudice and Zombies ที่เอางานคลาสสิกของ Jane Austen มาผสมกับ zombies genre ก็ดูเหมือนว่า เรื่องของซอมบี้ (และแวมไพร์) จะสามารถเข้าไปแทรกอยู่ในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ไม่ยากนัก

ในที่สุด zombies genre ก็ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Star Wars เรียบร้อยแล้ว ด้วยการเปิดตัวของ Star Wars: Death Troopers หนังสือเล่มแรกในชุดนี้

ในห้วงอวกาศที่ใดไม่ระบุ ในช่วงเวลาของจักรวรรดิ ครอบครองโดยจักรพรรดิ Palpatime และ Darth Vader...

ยานขนนักโทษลำหนึ่ง ได้บังเอิญไปพบกับ Star Destroyer ที่ควรจะจุคนได้หลายพัน ลอยแน่นิ่ง พร้อมกับสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ส่งออกมาเป็นระยะ แต่ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย

ทีมสำรวจถูกส่งขึ้นไปค้นหาอะไหล่ที่จะนำมาใช้ซ่อมยาน และได้พบกับสิ่งที่ยังคงเหลือรอด ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกเรือ Star Destroyer และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย ที่มี stormtrooper, blaster rifle, X-Wing, TIE fighter เป็นสิ่งประกอบฉาก และมีตัวเอกเป็นซอมบี้ แบบ 28 Days Later (ดุ วิ่งเร็ว ฉลาด น้ำลายยืด) วิ่งไล่ล่าเลือดสาดกระจายตลอดทั้งเล่ม

สำหรับแฟน Star War นั้น ตอน Death Troopers ยังไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักส่วนอื่นมากนัก เพราะเหตุการณ์ถูกจำกัดอยู่บนยานเพียงแค่ 2 ลำ และอาศัยฉาก เรื่องราว และเงื่อนเวลาของ Star Wars เป็นของประกอบเท่านั้น แต่ตัวอย่างบทแรกของ Star Wars: Red Harvest หนังสือเล่มต่อไปในชุดนี้ ทำให้รู้ว่าฝันร้ายกับซอมบี้ในจักรวาล Star Wars เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น.. คราวนี้ งานเข้า ทั้ง Sith และ Jedi เลยทีเดียว

มี trailer ด้วย ดูแล้ว ทำเป็นหนังท่าจะดี