พอได้อ่านรายละเอียด ก็รู้สึกว่า นี่มันเป็นการประกาศตัวของ OS ของโทรศัพท์มือถืออีก platform หนึ่ง แบบที่เกาะติดกระแสนิ้วสัมผัสแบบ iPhone เสียด้วย (ไหนว่าจะเป็นแค่ mobile internet device ไง)
สรุปว่าตอนนี้ OS บน smartphone ที่ถูกส่งลงสนามตอนนี้นับได้ 6 เข้าไปแล้ว iPhone, WebOS, Android, Maemo, Windows mobile และ Blackberry (ยังไม่นับ Symbian ที่กำลังเก็บกวาดบ้านอยู่)
3 ใน 6 (WebOS, Android, Maemo) มีรากมาจาก Linux และเป็น opensource (แต่ตอนนี้วิวัฒนาการเป็นคนละ species ไปแล้ว?)
ปีหน้าคงเป็นปีที่น่าปวดหัวไล่มาตั้งแต่ผู้ผลิตที่ไม่มี OS ของตัวเองชัดเจน (อย่างเช่น Samsung ที่ลองมาทั้ง Windows mobile, Android และ Symbian) ว่าจะเอาอันไหนมาใส่ดี หรือพวกที่มี OS ของตัวเอง (Apple, Palm, Nokia, RIM) ที่ต้องทำให้คนใช้ประทับใจขึ้นไปอีก คนพัฒนาโปรแกรมที่ไม่รู้ว่า platform ไหนจะมา คนใช้ที่มีอะไรให้เลือกเต็มไปหมด เหล่าแฟน และสาวก ฯลฯ
ก่อนหน้าที่จะได้ดู I Am Legend ก็เคยได้ยินเสียงวิจารณ์ไปในทางบวกตั้งแต่ตอนที่หนังยังอยู่ในโรงเมื่อ 2 ปีก่อน
สิ่งที่ผมเข้าใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ นอกจากเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีแล้ว ข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับเกี่ยวกับหนังก็คือ Will Smith รับบทเป็นมนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในมหานครนิวยอร์กภายหลังโรคระบาดบางอย่าง และอุตส่าห์ลงทุนลดน้ำหนักจนผอมกะหร่องเพื่อให้สมจริง ฟังแล้วก็เข้าทำนองเลียนแบบ Tom Hanks ใน Castaway แต่เปลี่ยนจากติดเกาะ เป็นอยู่กลางกรุงแทน ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรใหม่
ความรู้สึกแรกหลังจากดูจบ ก็คือ I Am Legend ก็แค่หนังแนวเดียวกับหนังโรคระบาดที่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือด ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น 28 Days Later, Resident Evil ซึ่งสาวไปได้ถึงต้นตำรับหนังแนวซอมบี้ (zombie genre) นำโดยเจ้าของตำนานอย่าง George A. Romero ต้นกำเนิดของหนังตระกูล "The Dead" ทั้งหลาย (Night of Living Dead, Day of the Dead, Dawn of the Dead, Land of the Dead ฯลฯ) ซึ่งริเริ่มทำกันมาตั้งแต่ปี 1968 โน่น
ผมเข้าใจว่า I Am Legend ก็เป็นแค่หนังซอมบี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็เท่านั้น
ผมเข้าใจผิดมหันต์
I Am Legend ต่างหากที่เป็นต้นตำรับ ของสิ่งที่ผมพิมพ์ไปข้างบนทั้งหมด
I Am Legend เป็นผลงานนวนิยายขนาดไม่ยาวมาก ของ Richard Matheson (เคยได้ยินชื่อคน ๆ นี้กันไหมครับ?) ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1974 (เป็นอนาคตในตอนที่เขียน) เล่าเรื่องของ Robert Neville มนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์โรคระบาด ที่ต้องเผชิญกับ "ผู้ติดเชื้อ" (ผู้เขียนเรียกว่าแวมไพร์ ไม่ใช่ ซอมบี้ หรือ Darkseekers หรือ Hemocytes) ที่กลับมาจากโลกของความตายหลังพระอาทิตย์ตกดิน นำไปสู่การค้นพบต้นเหตุของโรคระบาด และลงเอยด้วยบทสรุปที่ไม่เหมือนในภาพยนตร์เลยแม้แต่นิดเดียว
ที่จริงแล้ว ตัวบทประพันธ์ I Am Legend เองก็เคยทำเป็นภาพยนตร์แล้ว 3 ครั้ง ในชื่อ The Last Man on Earth (1964), The Omega Man (1971) และ I am Legend (2007) ดังนั้นในแง่ของต้นกำเนิดแล้ว I Am Legend ของ Richard Matheson เกิดก่อน และแน่นอนว่ามีอิทธิพลต่อการสร้างภาพยนตร์ของ George A. Romero ซึ่งสร้าง Night of Living Dead ภาคแรกออกมาหลังจากนั้นอีก 10 กว่าปี จนกลายมาเป็น"แนวซอมบี้"ในเวลาต่อมา หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ Stephen King ก็ยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจาก I Am Legend ในงานเขียนเรื่อง Cell (แต่ผมคิดว่า เรื่องของแวมไพร์อย่าง Salem's Lot ก็มีบรรยากาศคล้ายกันอยู่ไม่น้อย) เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ผลงานเรื่องอื่น ๆ ของ Richard Matheson ก็ได้รับความนิยมในขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นตำนานของวงการเรื่องสยองขวัญคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ยังไม่หมด
จากการค้นเจอข้อมูลของ Richard Matheson ยังนำผมไปสู่ข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครเลยจะรู้ว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่อง เช่น Stir of Echoes (หนังสยองขวัญ - Kevin Bacon นำแสดง), What Dreams May Come (romantic - Robin Williams) และ Somewhere in Time (อ่านไม่ผิดครับ! หนัง romantic อมตะที่นำแสดงโดย Christopher Reeve นั่นล่ะ) ก็เป็นผลงานของ Richard Matheson!
ยังไม่นับถึงการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ ตอนของ Twilight zone series อีกด้วย
สำหรับหนังสือ I Am Legend ที่ผมได้มานี่เป็นเวอร์ชันหน้าปก Will Smith ในภาพยนตร์ ข้างใน มีเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องต่อท้ายมาด้วย บางเรื่องอ่านแล้วชวนให้นึกถึงหนังฮอลลีวูดอีกบางเรื่อง อย่างเช่น Prey (ไม่บอกว่าเหมือนเรื่องอะไร ลองอ่านดู) และเรื่องขนาดสั้นมากชนิด 3 หน้าจบ แต่เล่นเอาลืมไม่ลงอย่าง The Near Departed
สุดท้ายเอาวิดีโอสัมภาษณ์ Richard Matheson เกี่ยวกับผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีเหน็บ I Am Legend เวอร์ชันภาพยนตร์ตอนท้ายนิด ๆ ด้วย
Salem's Lot เป็นผลงานของ Stephen King ที่เขียนขึ้นในช่วง ปี 1976 เป็นเรื่องราวของเมืองเล็ก ๆ ในรัฐ Maine ที่กลายสภาพเข้าสู่เมืองร้างโดยที่ไม่มีคนภายนอกให้ความสนใจ แต่ภายในความเงียบของเมืองนี้ มีที่มาจากการมาของบุคคลภายนอก 2 คน ซึ่งได้นำเอาความน่าสะพรึงกลัวติดตามมาด้วย
ความสยองขวัญของเนื้อเรื่องอยู่ที่การที่เมืองค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองธรรมดาให้ตกอยู่ภายใต้อุ้งมือของสิ่งมีชีวิตที่มาจากความมืด และการเผชิญหน้ากับวัยเด็กที่น่าสะพรึงกลัวของตนเองของตัวเอกในเรื่อง นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่างเขา กับ มัน โดยดำเนินไปภายใต้ความรู้สึกสยองแบบคลาสสิกของ Bram Stoker's Dracula และเรื่องการมาของปีศาจที่มาพร้อมกับร้านขายของแบบ The Needful Things
ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ Salem's Lot ก็คือ เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวของนักบวชที่ชื่อ หลวงพ่อ Callahan ที่ไปปรากฏตัวใน The Dark Tower series ในช่วงตั้งแต่ Wolves of Calla ซึ่งเป็นเล่มที่ 5 เป็นต้นไป ที่ถูกเขียนขึ้นในอีก 20 กว่าปีต่อมา ในต่างเวลา และสถานที่ (มิติ?)
Stand By Me เป็นเพลงที่ร้องโดย Ben E. King ถูกเขียนขึ้น และนำมาร้องครั้งแรกในปี 1961 ต่อมา John Lennon ได้เอามาร้องใหม่ ในรูปแบบของ The Beatles ที่รู้จักกันดี แล้วก็มีการนำมาร้องในอีกหลายเวอร์ชันด้วยกัน
ผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกจากการดูหนังที่มีชื่อเรื่องเดียวกัน ซึ่งมีโครงเรื่องมาจากเรื่องสั้นของ Stephen King เรื่อง The Body ตัวหนังเป็นเรื่องราวความเป็นเพื่อนของเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ออกเดินทางผจญภัยไปด้วยกัน การค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างเดินทาง เป็นองค์ประกอบของการเดินทางเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ (มารู้ทีหลังว่าเขาเรียกว่าแนว coming of age) ซึ่งมีคนเคยบอกว่า ผู้ใหญ่ทุกคนจะต้องผ่านช่วงเวลาของตัวละครในเรื่องนี้ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง
Stand By Me ก็เป็นเพลงที่นำมาร้องในช่วง end credit ของหนังเรื่องนี้นี่เอง ชอบจนไปหาต้นฉบับมาฟังจนได้ หลังจากนั้นเพลงนี้เป็นเพลงที่ติดอยู่ในหัวมานานหลายปี (รวมที่ดูหนังซ้ำไปอีกหลายรอบ)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เปิดไปเจอเวบหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า Playing for Change ที่เรียบเรียงเสียงนักดนตรีจากประเทศต่าง ๆ ทุกมุมโลก โดยอาศัยเครื่องมืออัดเสียง และคอมพิวเตอร์ มานำเสนอบนอินเตอร์เนต แล้วก็ได้ฟังเพลง Stand By Me อีกครั้ง คราวนี้ประกอบขึ้นจากนักดนตรี 35 คนทั่วโลก ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว แต่ก็เห็นด้วยกับคำบรรยายในเวบ ว่า แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่เคยพบปะกันโดยตรงก็ตาม แต่เสียงดนตรีก็ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว
อีกแนวทางหนึ่ง ก็คือการ bypass การตรวจสอบโปรแกรมของโทรศัพท์ ไปซะเลย ทีนี้จะลงโปรแกรมที่ยังไม่ sign ก็ได้ ความพยายามในการ hack โทรศัพท์ก็มีหลายแนวทางด้วยกัน แต่วิธีการเกือบทั้งหมดต้องอาศัย PC Suite เชื่อมต่อเข้ากับ Windows PC ก็ลำบากอีก เพราะมีแต่ linux
I'm using Ubuntu 8.10 Intrepid on Thinkpad R61 and I managed to get it work now (with Skype Test Call: echo123).
My problem started after installing Skype 2.0 for Linux. Skype reported "Audio Playback Problem" when I tried to make a call. This needs some adjustments before everything start working properly.
Solution: Go to Skype -> Options -> Sound Devices and Set Sound in/Sound out/Ringing to "pulse". After this I can hear the voice from the other end of the line.
Next problem I encountered was: My voice didn't reach the other end.
Solution: It is something about Ubuntu "Capture" device, whose initial default is turned off and you can turn it on (for GNOME user) by: Go to Volume control preferences (Right click at speaker tray icon) -> Open Volume control -> Preferences -> Look for "Recording" devices (Mine are "Capture0" and "Capture1") and enable them and adjust the levels. Another thing I manage to get the voice captured correctly is: Disabling "Allow Skype to automatically adjust my mixer levels"
Now my laptop can make a call properly. Hope this help.
ล่าสุดได้มีโอกาสเปลี่ยนมาใช้ Nokia E61i ที่เป็น Symbian 60 3rd edition จึงขอมาแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน Nokia E61i เปรียบเทียบกับ Palm Treo 680 และ Windows Mobile (Dopod 818 pro ที่ลองมาทั้ง Windows Mobile 5, 6 และ 6.1) ที่เคยมีประสบการณ์ใช้งานมาก่อนหน้านี้ดู
Gains:
Full Unicode support อันนี้คงเป็นการเปรียบเทียบกับ PalmOS โดยตรง ที่มีปัญหาในการสนับสนุนการใช้ unicode เพราะตัว OS ถูกพัฒนาให้รองรับแต่ ASCIIเท่านั้น ทำให้ภาษาไทยที่ใช้งานได้ ก็ถูกจำกัดอยู่ในระดับของ ASCII ไปด้วย
Built-in mobile internet ที่สามารถใช้งานได้กว้างมากขึ้น เมื่อเทียบกับ Windows Mobile ที่มีตัวยืนพื้นเป็น Pocket Internet Explorer ที่ค่อนข้างมีข้อจำกัดในการใช้งาน เข้าใจว่าขณะนี้ ช่องว่างตรงนี้แคบลงแล้วจาก 3rd party web browser อย่าง Opera Mini และน้องใหม่อย่าง Skyfire แต่ก็ต้องการพลัง CPU ที่สูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้เครื่องรุ่นเก่าอาจจะมีปัญหาในเรื่องความเร็วของการใช้งานอยู่บ้าง แต่สำหรับ E61i แล้ว มี web browser ที่มี engine สำหรับ render web page ที่พัฒนาต่อมาจาก Webkit ทำให้สามารถเปิดเวบที่มีความซับซ้อน ได้แบบเดียวกับเครื่อง PC ได้สบาย นอกจากนี้ก็ยังสามารถลง Opera Mini ได้เช่นเดียวกัน ส่วนของ Palm คงไม่ต้องพูดถึงเพราะ โดนจำกัดตั้งแต่การที่ตัว OS เอง ไม่สนับสนุนการ encoding ตัวอักษรแบบ unicode ทำให้การใช้งานภาษาไทย มีปัญหา อยู่แล้ว ในส่วนของตัว web browser เองก็ยังมีความสามารถที่จำกัด เหมาะสำหรับเปิด web ที่ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่เท่านั้น แม้ว่าจะสามารถติดตั้ง Opera Mini ลงบน JVM ได้ก็ตาม แต่ก็มีปัญหากับภาษาไทยอยู่ดี
Wireless connectivity ที่สะดวกขึ้น - ในเรื่องของการเข้า internet ที่มีครบทั้ง GPRS, EDGE และ Wifi รวมอยู่ที่เดียวกันให้สามารถเลือกได้ทันทีเมื่อมีการร้องขอการเชื่อมต่อ ต่างกับ Windows Mobile ที่จะอิงการเชื่อมต่อแบบ EDGE/GPRS เป็นหลัก และการเปิดใช้งานดูเหมือนจะถูกแยกส่วนออกจาก wifi ส่วน Treo นั้นจะถือเป็นข้อด้อยที่ไม่สามารถใช้งาน wifi ได้เลย
Battery life เป็นการแทบจะเลี่ยงไม่ได้เลย ที่ทั้ง Treo และ Dopod 818 pro จะต้องได้รับการชาร์จไฟทุกวัน ภายใต้การใช้งานประจำวัน แต่จากการที่ได้ลองใช้ E61i มาสักพักพบว่าน่าจะสามารถใช้งานได้ประมาณ 2 วันกว่า เพราะแม้จะลืมชาร์จบ้าง ก็ยังสามารถใช้งานข้ามวันได้สบาย ก็เลยยังไม่เคยใช้จนไฟหมดเสียที อาจจะเป็นเพราะระบบการ dim จอ LCD ที่ยืดหยุ่นกว่า ข้อสงสัยอีกอันคือ touchscreen นี่กินไฟเยอะหรือเปล่า หรือเป็นความสามารถในการประหยัดไฟเป็นของแต่ละ OS?
Multitasking ที่มาพร้อมความเสถียร - สิ่งที่ดูเหมือนจะทดแทนความเป็น single tasking ของ Palm ก็คือตวามเร็วในการใช้งาน ในขณะที่ multitasking ของ Windows Mobile ก็ดูเหมือนจะสร้างจุดอ่อนได้ในเวลาเดียวกัน เพราะส่งผลไปถึงความเสถียรของระบบโดยรวม (ทั้งนี้ทั้งนั้นคงจะขึ้นอยู่กับ 3rd party software ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องด้วยส่วนหนึ่ง) จากประสบการณ์ส่วนตัว การ reset Windows Mobile วันละครั้งอาจเป็นเรื่องปกติถ้ามีการใช้งานมาก ๆ ในขณะที่ PalmOS ก็ออกอาการเพี้ยนแบบคาดเดา (และทำซ้ำไม่ได้) ในความถี่ที่มากกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วไปอยู่พอสมควรทีเดียว แต่สำหรับ Symbian OS บน E61i นี่ค่อนข้างมีความเสถียรที่น่าประทับใจ เพราะตั้งแต่ใช้งานมายังไม่เคย crash จนใช้งานต่อไม่ได้ จะมีก็เพียงการปิดตัวไปเองของ software บางตัวที่คงจะทำงานผิดพลาดบ้าง แต่ก็สามารถใช้งานอย่างอื่นต่อไปได้ตามปกติ
integrated J2ME ในส่วนของ Treo การใช้งาน โปรแกรม J2ME ต่าง ๆ ค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่พอสมควร และจะเป็นอัมพาตไปทันที เมื่อใช้งานคู่กับโปรแกรมภาษาไทย (IBM JVM กับ Thai-G หรือ ThaiPOS) ทางด้าน Windows Mobile แม้ว่าจะมีความเข้ากันได้กับ J2ME application มากกว่าก็ตาม ก็ยังอยู่ในลักษณะของการเป็นเพียงแค่ติ่งหนึ่งของ application ที่ถูก run ผ่าน virtual machine เท่านั้น ทำให้การเรียกใช้งานทำได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่สำหรับ Symbian แล้วสามารถ run J2ME applications ได้เป็นหนึ่งเดียวกับ OS ชนิดที่แทบจะไม่มีความแตกต่างกับโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาบน Symbian เลย ถือเป็นการเปิดโลกการใช้งาน software ในอีกรูปแบบหนึ่ง
Losses
Touch screen - ทั้ง PalmOS และ Windows Mobile ต่างก็มีความสามารถในการใช้หน้าจอ touch screen เมื่อเปลี่ยนมาเป็น E61i แล้ว การ navigation จึงจำเป็นต้องใช้ 5-way navigational pad แทน แต่สำหรับเรื่องการใช้ keyboard ในการกระโดดไปตามที่ต่าง ๆ แล้ว Treo ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องความคล่องตัว
Application ที่ใช้อยู่เดิม อย่าง iSilo แม้ว่าจะมี version สำหรับ Symbian แต่ก็ถูกพัฒนาแบบตามหลัง version สำหรับ Palm และ Windows Mobile ทำให้ขาดความสามารถบางอย่างที่ยังไม่ครบถ้วนเท่า เช่นการเปลี่ยน color theme หรือแม้แต่โปรแกรมเฉพาะทางที่ดูเหมือนว่า PalmOS กับ Windows Mobile จะมีมากกว่า แต่ก็ได้โปรแกรมอย่าง StyleTap ที่โฆษณาว่าสามารถ run โปรแกรมของ PalmOS ได้ ช่วยให้พออุ่นใจได้บ้าง (แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหากับโปรแกรมที่ต้องการใช้อยู่ เอาไว้มีเวลาคงต้องลองอีกที)
Chat-styled SMS - เป็นระบบที่มีมาอยู่แล้วใน iPhone, Treo และ Windows Mobile ตั้งแต่ version 6 เป็นต้นมา แต่สำหรับ E61i แล้วการใช้งานยังคงเป็นแบบเดิม คือ sms ที่ได้รับมา จะมากองอยู่ในรายการเดียวกันเช่นเดียวกับโทรศัพท์ทั่วไป ทำให้ยังคิดถึงการใช้งานในรูปแบบของ chat ทุกครั้งที่ใช้งาน
โดยสรุปการเปลี่ยนมาเป็น Nokia E61i ในครั้งนี้ ทำให้สามารถใช้ mobile internet ได้คล่องตัวมากขึ้น และได้กลับมาใช้ qwerty keyboard อีกครั้ง แต่ยังคงต้องปรับตัวในส่วนของการใช้งาน application ต่าง ๆ เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไป