ในโลกที่ทุกอย่าง perfect ถ้าต้องการให้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางใดทางนึงแล้วล่ะก็ ให้หาสิ่งจูงใจมาแลกเปลี่ยน ใครเข้าร่วม ก็ได้รางวัลไป แค่นี้ก็เกิดเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่คาดฝัน การสร้างสิ่งจูงใจ อาจนำไปสู่ผลเลวร้าย ที่รู้จักกันในชื่อ ปรากฏการณ์งูเห่า (The Cobra Effect) :-
ในสมัยที่อังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคม ต้องการกำจัดงูเห่าให้หมดไป จึงให้ค่าหัว(งู)แก่ชาวบ้าน ที่นำซากงูมาแสดง ชาวบ้านให้ความสนใจเป็นอันมาก จนกระทั่ง เกิดธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์งู เพื่อขายซากงูให้ทางการอังกฤษซะเลย
ในสมัยที่ฝรั่งเศสยึดเวียดนามเป็นอาณานิคม ต้องการกำจัดหนูให้หมดไปจากพื้นที่รอบชุมชนฝรั่งเศสในฮานอย จึงประกาศให้รางวัลแก่ชาวบ้าน ที่นำหางหนูมาแสดง ปรากฏมีชาวบ้านนำหางหนูมาขึ้นรางวัลเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางการฝรั่งเศสค้นพบในเวลาต่อมาว่า ชาวบ้านรอบชุมชนฝรั่งเศสแห่งนี้ทำอาชีพเพาะหนูตัดหางขายให้ทางการฝรั่งเศสอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
นักโบราณคดีในศตวรรษที่ 19 ประกาศให้รางวัลตอบแทนซากกระดูกโบราณ ที่คนงานเหมืองในประเทศจีนขุดพบในแต่ละชิ้น ดังนั้น เมื่อกระดูกถูกขุดพบ มันจะถูกทุบให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจะได้นำไปแลกรางวัลได้หลาย ๆ ชิ้น
เจ้าของที่ดินในเขตที่มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ตัดสินใจตัดต้นไม้ และทำลายแหล่งที่อยู่ของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์นั้นจนหมด ก่อนที่ที่ดินของตัวเองจะถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หมดหนทางทำประโยชน์จากที่ดินนั้นอีกต่อไป
รัฐบาลเม็กซิโกซิตี้ แก้ปัญหารถติดด้วยการจำกัดรถที่วิ่งได้ในวันคู่ และวันคี่ ตามป้ายทะเบียน คนในเม็กซิโกซิตี้ ก็เลยซื้อรถเพิ่มอีกคัน เพื่อจะได้ใช้รถทั้งวันคู่ และวันคี่ ส่วนรถที่ขายดีคือ รถรุ่นเก่าที่ประสิทธิภาพในการเผาผลาญเชื้อเพลิงต่ำ ผลสุดท้ายสร้างปัญหารถติด และมลภาวะมากกว่าเดิม (!!)
หน่วยดับเพลิงได้รับเงินสนับสนุนตามจำนวนเหตุเพลิงไหม้ที่ออกปฏิบัติการ งานด้านการป้องกันเพลิงไหม้จึงไปไม่ถึงไหน เพราะถ้าไม่มีเพลิงไหม้ ก็ไม่ได้เงินน่ะสิ
เรื่องเหล่านี้สอนให้รู้ว่า การเสนอแรงจูงใจ อาจไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการเสมอไป บางครั้งอาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามกับที่ต้องการก็เป็นได้
ใครมีตัวอย่างของ Cobra Effect ในชีวิตประจำวัน ลองมา share กันนะครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
Wednesday, November 07, 2012
Monday, September 24, 2012
The Greatest Show on Earth โดย Richard Dawkins
- ลิงชิมแพนซี ไม่ใช่บรรพบุรุษของมนุษย์ แต่มนุษย์และลิงชิมแพนซีมีบรรพบุรุษร่วมกันต่างหาก
- เต่าบกกับเต่าทะเล อะไรเกิดก่อนกัน? - เต่าบกเกิดก่อน แล้วส่วนนึงกลับลงไปในทะเล นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเต่าทะเลยังขึ้นมาวางไข่บนบก เพราะบนบกเคยเป็นบ้านของมัน
- วิวัฒนาการของกระดองเต่า เกิดตั้งแต่บนบกหรือในทะเล? - กระดองส่วนล่างวิวัฒนาการในทะเล ส่วนกระดองส่วนบนวิวัฒนาการบนบก เพราะในทะเล ผู้ล่ามักมาจากข้างล่าง ส่วนบนบก ผู้ล่ามักมาจากข้างบน
- หางของวาฬ และโลมา ไม่เหมือนหางของปลาอื่น ๆ - เพราะว่า ปลาทั่วไปอยู่ในน้ำมาตลอด วิวัฒนาการได้หางแนวตั้ง เพื่อเคลื่อนที่โดยขยับกระดูกสันหลังในแนวขวาง ซึ่งวิวัฒนาการต่อมาเป็นการเคลื่อนไหวของงูเลื้อย และสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ
ส่วนบรรพบุรุษของวาฬและโลมา เคยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่บนบก ซึ่งมีการเคลื่อนที่โดยการขยับกระดูกสันหลังในแนวบน-ล่าง วาฬและโลมา จึงวิวัฒนาการได้หางแนวนอน
และอื่น ๆ อีกมากมาย
Thursday, April 12, 2012
Post ภาพจาก Instagram บน Google+
เนื่องจาก Google+ ยังไม่เปิด API ให้ app อื่น post เข้าไปได้โดยตรง ก็เลยเห็นว่า ไม่มี Google+ อยู่ในทางเลือกในการ share ภาพจากใน Instagram
ถ้าเราอยาก post ภาพที่ผ่าน filter ของ Instagram บน Google+ ก็สามารถทำได้เหมือนกัน โดย (บน Android OS)
ถ้าเราอยาก post ภาพที่ผ่าน filter ของ Instagram บน Google+ ก็สามารถทำได้เหมือนกัน โดย (บน Android OS)
- เปิดภาพขึ้นมาใส่ filter ใน Instagram ตามปกติ
- กดเครื่องหมาย >> ที่อยู่มุมบนขวาของจอ ภาพจะถูก save ไปที่ folder /sdcard/Pictures/Instagram โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเราจะเลือก upload ในหน้าจอถัดไปหรือไม่ก็ตาม
- เปิด app Gallery หรือ file manager เข้าไปที่ folder Instagram ในข้อ 2. แล้ว share เข้า Google+
Friday, March 02, 2012
ศาสตร์ของการลืม #2 :ความทรงจำเปราะบางกว่าที่เราคิด
![]() |
| ภาพจาก flickr โดย droetker0912 |
ในปัจจุบัน มีการเสนอทฤษฎีว่า ความทรงจำระยะยาวของคนเรา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ภาค คือ เหตุการณ์ (เสียง ภาพต่าง ๆ) กับ อารมณ์ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น โดยเหตุการณ์ที่จำได้จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกตามมา ต่อเนื่องกันในลักษณะของห่วงโซ่ (chain of memories) ซึ่งตัวอย่าง ปัญหาความทรงจำระยะยาวที่ย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของ คือ ภาวะเครียดหลังประสบเหตุการณ์เลวร้าย (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD)
ความเชื่อเรื่องความแม่นยำของความทรงจำ เริ่มถูกท้าทาย ในช่วงทศวรรษ 1980s ว่า ที่จริงแล้วความทรงจำของคนเรานั้นถูกเก็บอย่างเปราะบางมากกว่าที่คิด เมื่อมีการค้นพบโปรตีนที่มีชื่อว่า PKMZeta ที่จุดเชื่อมต่อ (synapses) ของเซลล์ประสาทในสมอง ทำให้เซลล์ประสาทสามารถเชื่อมต่อกันได้เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งกลไกการเชื่อมต่อนี้ จำเป็นต้องได้รับการย้ำ (reconsolidation) เป็นประจำ ทุกครั้งที่เรานึกถึง ความทรงจำนั้น จะถูกปรุงขึ้นใหม่ และเขียนทับลงไปใหม่ แต่ด้วยส่วนผสมที่อาจต่างไปจากเดิม หรือมิฉะนั้นความทรงจำนั้นก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป
เมื่อไปทดลองในหนู ที่ถูกสร้างเงื่อนไขให้กลัวการถูกไฟฟ้าช็อตหลังได้ยินเสียงที่กำหนด พบว่า การโจมตีการสร้าง PKMZeta ในขณะที่หนูได้ยินเสียง (ที่จะตามมาด้ายการถูกช็อต) ทำให้หนูเลิกแสดงอาการกลัวในเงื่อนไขเดิม (ยับยั้งกลไก reconsolidation , ทำลายห่วงโซ่ของความจำ) ในขณะที่เงื่อนไขอื่น และความทรงจำอื่นยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม
ด้วยแนวคิดนี้จึงได้มีการ นำมาประยุกต์ใช้ลดผลกระทบด้านอารมณ์จากความทรงจำที่เลวร้ายในคนไข้ PTSD ด้วยการ'เขียนซ้ำ'ความทรงจำด้านอารมณ์ใหม่ โดยการให้คนไข้รื้อฟื้นความทรงจำอันเลวร้ายนั้น ในขณะที่ได้รับยาที่ส่งผลต่ออารมณ์ อย่าง propranolol (ลดความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ลดความตื่นเต้น) หรือกระทั่งการใช้ยา ecstasy หรือที่รู้จักในชื่อ ยาอี (!!) ซึ่งทำให้ การรื้อฟื้นความทรงจำในครั้งต่อ ๆ มา แม้ว่าคนไข้จะยังจำเหตุการณ์ได้ แต่ก็ส่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ลดลงกว่าเดิม หรือเทคนิค การทิ้งช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ระยะหนึ่ง ซึ่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ของผู้ประสบเหตุการณ์นั้นลดลงแล้ว จึงให้ผู้ประสบเหตุระบายอย่างละเอียดออกมา (critical incident stress debriefing: CISD) ทำให้เกิดการ'เขียนทับ'ความทรงจำใหม่ที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกลดลง
เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ความทรงจำที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่จริงแล้วถูกเก็บไว้อย่างเปราะบาง และแม้ว่ายาเม็ดที่กินแล้ว ทำให้ลืมเรื่องเลวร้ายได้ คงยังไม่มาถึงในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่เราก็ได้รู้ว่ามีสิ่งที่เป็นไปได้ในประโยคที่ ฮัน โซโล พูดถึงการจากไปของ ชิวแบ็กก้า:
"เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีจดจำมันได้"(ดัดแปลงจากประโยคต้นฉบับ: "How do you change the past?" "Simple. By changing the way you remember it.")
ที่มา:
- WIRED: The Forgetting Pill Erases Painful Memories Forever
- Star Wars New Jedi Order: Hero's Trial
- สุดท้าย ขออนุญาตแนะนำหนังสือ The Invisible Gorilla ที่เล่าเรื่องความหลงผิดด้านความทรงจำ Illusion of Memory และด้านอื่น ๆ สำหรับผู้สนใจความหลงผิดของคนเราในชีวิตประจำวันครับ
Wednesday, February 22, 2012
ศาสตร์ของการตกหลุมรัก
ศาสตร์ของการตกหลุมรัก
- ระยะแรกพบ: ตาดู ใบหน้า และรูปร่าง (ความสมบูรณ์ของ gene และอาหาร), หูฟังเสียงพูด (ฮอร์โมนเพศ), จมูกดมกลิ่น (ที่มีทั้ง 'ได้กลิ่น' และ'ไม่ได้กลิ่น')
- ระยะต่อมา: การใกล้ชิด สัมผัส ส่งผลต่อสารเคมีในสมอง: dopamine - reward system, oxytocin - ความอบอุ่น ไว้ใจ, cortisol - ความเครียด, serotonin - หมกมุ่น
ศาสตร์ของการอกหัก
- เกิดจาก การไม่ได้รับการตอบสนอง (dopamine), ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ (ที่ใช้สมองตำแหน่งเดียวกับการรับรู้ความเจ็บปวดทางกาย) และความเครียดจากการหมกมุ่น
สรุปว่า ความรู้สึกพิเศษหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น จากการตกหลุมรัก คือ ปฏิกิริยาของสารเคมีในสมองที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลก มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาของโลกต่างหาก
ที่มา:
Scientific American
Wednesday, January 25, 2012
Earworm: เสียงเพลงที่วนเวียนอยู่ในหัว
เช้าวันหนึ่ง ระหว่างที่คุณกำลังนั่งกินอาหารเช้า คุณได้ยินเสียงเพลงที่กำลังฮิตจากวิทยุ เพราะดี.. คุณเริ่มฮัมเพลงนี้ในใจ
คุณ ขับรถออกมาทำงาน ระหว่างที่ติดไฟแดง คุณพบว่า ท่อนฮุกของเพลงสุดฮิต ยังคงถูกเล่นในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. มันคงจะฮิตจริง ๆ.. ระหว่างกินข้าวกลางวันคุณพบว่า.. คุณหยุดคิดถึงเพลงนี้ไม่ได้ (!!) คุณใช้เวลาตลอดบ่ายเอาหัวโขกข้างฝา และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ฟังเพลงนั้นอีกตลอดชีวิต
จากการวิจัย พบว่า 98% ของคนทั่วไปเคยมีประสบการณ์เสียงเพลงที่เล่นวนเวียนอยู่ในหัว ที่รู้จักกันในชื่อ earworm (แปลตรงตัวว่า หนอนรูหู) กันมาแล้วทั้งนั้น earworm นี้พบบ่อยในผู้หญิง และนักดนตรี และสร้างความรำคาญให้กับผู้หญิงมากกว่า แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ชัดเจนว่า earworm มันมีประโยชน์กับเรายังไง แต่ก็มีทฤษฎี และการทดลองที่อธิบายปรากฏการณ์นี้จาก ความพยายามเติมเต็มช่องว่างของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟัง (auditory cortex) เช่นเดียวกับ เวลาที่เราสามารถนึกทำนองเพลงที่คุ้นหู ต่อเนื่องได้แม้ว่าเสียงเพลงจริงๆ จะหยุดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกเพลงที่จะกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ earworm ได้เสมอไป คุณสมบัติของเพลงที่มีแนวโน้มจะเป็น earworm คือ
มีความพยายามมากมายในการหาวิธีแก้ earworm ที่ได้ผลชะงัด วิธีที่ง่ายและใช้กันบ่อยได้แก่
อย่าง ที่พิมพ์ไปตอนต้นว่า แม้เราจะไม่รู้ว่า earworm มีประโยชน์กับเรายังไง แต่ก็มีการนำความรู้เกี่ยวกับ earworm ไปใช้ในการผลิตสื่อ และโฆษณา เพื่อสร้างเพลงโฆษณาที่ติดหู และเพลงฮิตติดชาร์ต รวมทั้งกลยุทธการโปรโมทที่ทำให้สมองเรา 'ตกหล่ม' ที่เราเจอในชีวิตประจำวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับคนที่สงสัยว่า ใครเป็นคนบัญญัติคำว่า earworm ช่างตรงใจอะไรเช่นนี้ ที่จริงแล้ว คำว่า earworm มาจากคำว่า "Ohrwurm" ในภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า ความ'คัน'ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งมีชีวิตในนิทานปรัมปราเล่มไหนทั้งสิ้น
via
คุณ ขับรถออกมาทำงาน ระหว่างที่ติดไฟแดง คุณพบว่า ท่อนฮุกของเพลงสุดฮิต ยังคงถูกเล่นในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. มันคงจะฮิตจริง ๆ.. ระหว่างกินข้าวกลางวันคุณพบว่า.. คุณหยุดคิดถึงเพลงนี้ไม่ได้ (!!) คุณใช้เวลาตลอดบ่ายเอาหัวโขกข้างฝา และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ฟังเพลงนั้นอีกตลอดชีวิต
จากการวิจัย พบว่า 98% ของคนทั่วไปเคยมีประสบการณ์เสียงเพลงที่เล่นวนเวียนอยู่ในหัว ที่รู้จักกันในชื่อ earworm (แปลตรงตัวว่า หนอนรูหู) กันมาแล้วทั้งนั้น earworm นี้พบบ่อยในผู้หญิง และนักดนตรี และสร้างความรำคาญให้กับผู้หญิงมากกว่า แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ชัดเจนว่า earworm มันมีประโยชน์กับเรายังไง แต่ก็มีทฤษฎี และการทดลองที่อธิบายปรากฏการณ์นี้จาก ความพยายามเติมเต็มช่องว่างของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟัง (auditory cortex) เช่นเดียวกับ เวลาที่เราสามารถนึกทำนองเพลงที่คุ้นหู ต่อเนื่องได้แม้ว่าเสียงเพลงจริงๆ จะหยุดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกเพลงที่จะกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ earworm ได้เสมอไป คุณสมบัติของเพลงที่มีแนวโน้มจะเป็น earworm คือ
- จำง่ายมาก และง่ายต่อการร้องตาม
- เป็นทำนองซ้ำๆ (repetitive) เป็นที่สังเกตว่า earworm มักเป็นท่อนฮุกที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา เราก็มักจะจำได้แค่ท่อนฮุกนั่นแหละ และสมองจะพยายามหาทางออกจากท่อนฮุกนั้นให้ได้ แต่'ติดหล่ม'หาทางออกจากท่อนฮุกที่ว่า ไม่เจอ (!) (อ่านวิธีแก้ในย่อหน้าถัดไป)
- มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะ หรือทำนอง ที่กระตุกชวนให้สมองติดตาม เติมเต็มช่องว่าง และ 'ติดหล่ม' ในที่สุด
มีความพยายามมากมายในการหาวิธีแก้ earworm ที่ได้ผลชะงัด วิธีที่ง่ายและใช้กันบ่อยได้แก่
- ฟังเพลง และร้องเพลงนั้นให้จบทั้งเพลง เพื่อเป็นการปลดล็อกสมองจากสภาวะติดหล่มท่อนฮุก
- เอาไปติดคนอื่น - earworm สามารถติดต่อได้ คงไม่ต้องบอกว่า ทำยังไงให้คนข้างๆ ฮัมเพลงเดียวกับคุณ แน่นอนว่า earworm อาจจะไม่หายไป แต่คุณจะรู้สึกดีขึ้น (หรือแอบสะใจ) ที่ได้แบ่งมันให้กับคนอื่น
- ร้องเพลงอื่นแทน (eraser tune) ถ้าคุณกำจัด earworm ได้สำเร็จด้วยวิธีนี้ ยินดีด้วย คุณได้ยัดหนอนตัวใหม่เข้าไปในหูแทนเป็นที่เรียบร้อย
อย่าง ที่พิมพ์ไปตอนต้นว่า แม้เราจะไม่รู้ว่า earworm มีประโยชน์กับเรายังไง แต่ก็มีการนำความรู้เกี่ยวกับ earworm ไปใช้ในการผลิตสื่อ และโฆษณา เพื่อสร้างเพลงโฆษณาที่ติดหู และเพลงฮิตติดชาร์ต รวมทั้งกลยุทธการโปรโมทที่ทำให้สมองเรา 'ตกหล่ม' ที่เราเจอในชีวิตประจำวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับคนที่สงสัยว่า ใครเป็นคนบัญญัติคำว่า earworm ช่างตรงใจอะไรเช่นนี้ ที่จริงแล้ว คำว่า earworm มาจากคำว่า "Ohrwurm" ในภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า ความ'คัน'ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งมีชีวิตในนิทานปรัมปราเล่มไหนทั้งสิ้น
via
- Scientific American
- Wikipedia
- The Guardian
- The Definitive Guide to Earworms พร้อมสารพัดวิธีแก้
- The World of Involuntary Musical Imagery Research รวบรวมงานวิจัยจริงจังเกี่ยวกับ earworm
Monday, January 23, 2012
เมื่อการลดขนาดของก้อนมะเร็ง อาจไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป
- ยารักษามะเร็งบางตัว มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเส้นเลือด (anti-angiogenesis) ที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง โดยมีเป้าหมายทำให้ก้อนมะเร็งขาดเลือด และขนาดเล็กลง
- บางครั้ง การขาดเลือด อาจกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดพฤติกรรม'เอาชีวิตรอด' โดยการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น (metastasis) มากขึ้น ลงท้ายด้วยก้อนมะเร็งที่เล็กลง แต่อาการคนไข้แย่ลง (จากการทดลองในหนู) ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็ง
- เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใช้ยารักษามะเร็งชนิดที่ไม่ตรงกับชนิดของเซลล์ที่มีผลการศึกษาวิจัยรองรับ (off-label use) อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีก็เป็นได้
Saturday, January 14, 2012
อีก 1 เหตุ ของความล้มเหลวในการลดน้ำหนัก
- 1 ในหน้าที่ของสมองส่วน hypothalamus คือควบคุมความรู้สึกหิว ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต hypothalamus จึงเป็นตัวที่ช่วยบอกว่า น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ควรเป็นเท่าไหร่
- จากการทดลอง หนู และอาสาสมัครที่มีน้ำหนักเกิน พบการเปลี่ยนแปลงของ hypothalamus ซึ่งคาดกันว่า ทำให้มีการกำหนด'น้ำหนักตัวที่เหมาะสม'มากเกินกว่าปกติ
- การที่น้ำหนักตัวที่เหมาะสมถูกสั่งโดยสมองนี้ อาจเป็นเหตุผลของ yoyo effect เพราะสมองจะสั่งให้ทำน้ำหนักกลับมาเท่าเดิมในที่สุด.. แม้ว่าเราจะยังควบคุมอาหารอยู่ก็ตาม (!!!)
- ตอนนี้ ยังบอกไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงของ hypothalamus ที่ถูกพบนี้ สามารถกลับคืนเป็นปกติได้หรือไม่ แต่เราเริ่มจะรู้แล้วว่า การคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เพื่อลดน้ำหนัก คงจะไม่พอเสียแล้ว
via HealthLand
Monday, January 09, 2012
30 มิถุนายน 2555 นี้ เราจะมีเวลาเพิ่มขึ้น 1 วินาที
- ปัจจุบันการอ้างอิงเวลามาตรฐาน ใช้นาฬิกาอะตอม (Atomic clock) ที่ถือว่ามีความเที่ยงตรงมากที่สุด - International Atomic Time (TAI)
- วงโคจรที่โลกหมุนรอบตัวเอง และอิงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ (solar time) ไม่ได้สม่ำเสมอทุกรอบ จากแรงฉุดของดวงจันทร์ ทำให้บางวันสั้น บางวันยาว (นิดนึง)
- ถ้าปล่อยไว้ เวลาของ นาฬิกาอะตอม กับเวลาที่อิงตามวงโคจรของโลก จะห่างออกจากกันเรื่อย ๆ
- การใส่ 1 วินาที เข้าไป (leap second) ในเวลาอ้างอิงมาตรฐาน: Coordinated Universal Time (UTC) จะทำให้เวลาทั้งสองอันยังเดินไปด้วยกันได้เหมือนเดิม (มักใส่เข้าไปตอนกลางปี หรือสิ้นปี)
- ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 มีการใส่เวลาเข้าออก UTC แบบนี้มาแล้ว จนปัจจุบัน UTC อยู่ห่างจาก TAI 34 วินาที และ 30 มิถุนายน 2555 นี้ จะมีการใส่เวลาเข้าไปอีก 1 วินาที
- 1 วินาที ดูเหมือนไม่สำคัญอะไร แต่สำหรับเทคโนโลยีที่ต้องการความแม่นยำในระดับ real time เช่น หอบังคับการบิน นักดาราศาสตร์ และ internet server มีความสำคัญมาก และน่าปวดหัว เพราะต้อง synchronize อุปกรณ์ทุกชิ้นให้ทำงานได้ตรงกัน
- ในวงการการสื่อสาร จึงเริ่มมีการเรียกร้องให้หยุดใส่เวลาเพิ่มเข้าไปใน UTC แบบนี้เสียที ซึ่งถ้าทำจริง 40 ปีข้างหน้า เวลาจะเหลื่อมมากขึ้นอีก 30 วินาที ในระยะยาวกว่านั้น เวลาเที่ยง (12.00) อาจเป็นตอนเช้ามืด
- ในระดับบุคคล สำหรับบางคน 1 วินาที อาจมีความสำคัญ ถ้ามีความต้องการสบตาใครบางคนนานขึ้นอีกนิดหนึ่ง
via: Wired, Scientific American
Friday, December 30, 2011
ศาสตร์ของการลืม: การมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่ การมีความสามารถในการ'จำ' แต่เป็นความสามารถในการ'ลืม'
- การลืม เป็นการเคลียร์ข้อมูลเก่าในอดีต เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับข้อมูลใหม่ในปัจจุบัน
- ความจำ มักเกี่ยวข้องกับ อารมณ์ ความรู้สึก, การลืม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจ หลังผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย
- การไม่สามารถลืม มีความเกี่ยวข้องกับ ภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficeit Hyperactive disorder:ADHD) และซึมเศร้า (แต่ไม่รู้อะไรเกิดก่อน)
- การบังคับลืม:"mental brake" ฝึกฝนได้ เพราะสมองมีกลไกการยังยั้ง hippocampus (ความจำ) โดย prefrontal cortex (คิด วางแผน บริหารจัดการ ยับยั้ง)
- หาอย่างอื่นทำไปเลย (distraction) ในระหว่างที่นึกได้
- หาสิ่งทดแทน (substitution) เกี่ยวกับเรื่องที่จำได้ แต่การลืมมักไม่สมบูรณ์
Thursday, December 29, 2011
คลี่คลายปริศนา ก้อน ๆ ที่สาย USB
- ก้อน ๆ ที่สาย USB และสายสัญญาณของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ มีชื่อเล่นว่า choke
- ส่วนประกอบภายในของ choke คือ สารประกอบเหล็กรูปแบบนึง (ferrite/iron oxide/สนิม)
- เหตุผลของการมีอยู่ของ choke คือ เพื่อสลาย คลื่นรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (ElectroMagnetic Interference: EMI / noises) ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไปรบกวนอุปกรณ์ชิ้นอื่น ๆ (หน้าจอกระพริบ, ลำโพงมีเสียงรบกวน) -- เหมือนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ
- หลักการคือ เปลี่ยน EMI ให้เป็นความร้อน
- เหตุผลที่มันต้องอยู่ตรงนั้น เพื่อตัดสัญญาณรบกวน แต่ไม่รบกวนสัญญาณเชื่อมต่อ
Tuesday, December 27, 2011
ศาสตร์ของเกล็ดหิมะ
- เกล็ดหิมะ ไม่ใช่ ฝนที่กลายเป็นน้ำแข็ง แต่เป็น ไอน้ำที่ควบแน่นเป็นของแข็ง โดยไม่ผ่านสถานะของเหลว
- ไม่มีเกล็ดหิมะอันใดหน้าตาเหมือนกัน รูปร่างสุดท้ายของเกล็ดหิมะ ขึ้นกับ การตกผ่านระดับอุณหภูมิต่าง ๆ กัน (0 ถึง -5 องศา เป็นแผ่นเล็ก, -5 ถึง -10 องศา เป็นแท่ง, -10 องศา เป็นแผ่นใหญ่) และระดับความชื้น
- เกล็ดหิมะ เป็นที่สนใจของบุคคลในตำนานอย่าง Robert Hooke ผู้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์, นักปรัชญาอย่าง Descartes หรือแม้แต่ Johannes Kepler ผู้หลงใหลการเฝ้ามองดวงดาวบนท้องฟ้า
- การประดิษฐ์เกล็ดหิมะ เป็นงานอดิเรกของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก มีการจัดตั้ง เครือข่ายเกล็ดหิมะโลก โดยองค์การนาซ่า (!!) และเวบไซต์รวบรวมภาพเกล็ดหิมะจากทั่วโลก
Sunday, December 25, 2011
คิดให้ดีก่อนซื้อ มือถือใหม่
คิดให้ดีก่อนซื้อ มือถือใหม่
- 14% ของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เท่านั้น ที่ถูก recycle
- ขยะ recycle ที่ว่า ถูกส่งไปประเทศโลกที่ 3 (กานา เป็นอันดับ 1) โดยแปะป้ายว่า "ของบริจาค" (!!)
- วิธีการ recycle ที่ว่า คือ หลอมเอาโลหะมีค่า (ตะกั่ว โครเมียม) ดูเหมือนรายได้ดี
- ลงเอยด้วย มลภาวะ และโรค จากโลหะหนัก
Monday, November 14, 2011
[Read] Carl Sagan's The Demon-Haunted World: เส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์แท้-เทียม
The Demon-Haunted World: Science as a Candle in the Dark เป็นผลงานอีกเล่มหนึ่งของ Carl Sagan นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกสำคัญที่ได้แนะนำเรื่องราว ของโลกวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยงานเขียน และสารคดีที่กลายเป็นตำนานมาแล้วอย่าง Cosmos
หนังสือเล่มนี้เป็นผล งานในช่วงบั้นปลายของ Sagan ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1995 (Sagan เสียชีวิตในปี 1996) ในหนังสือเล่มนี้ Carl Sagan ได้ตีเส้นแบ่งโลกของวิทยาศาตร์ (science) ออกจาก วิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) โดยอาศัยรากฐานของการคิดเชิงวิเคราะห์ และความช่างสงสัย (skeptical) ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถาม และวิธีการดำเนินการพิสูจน์ตามแบบของวิทยาศาสตร์ แทนที่จะใช้ความเชื่อเป็นตัวชี้นำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างที่เรา เจอกันบ่อย ๆ
ตัวอย่างของ pseudoscience ที่หนังสือเล่มนี้ยกขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบ ก็คือเรื่องของปรากฏการณ์ถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว (alien abduction) ซึ่งซีรี่ย์ยอดนิยม ติดกลิ่นอาย scifi อย่าง The X-Files ได้นำมาใช้เป็นพล็อตเรื่องหลัก เรื่องราวมักจะเริ่มต้นจากเรื่องเล่าของเหยื่อที่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว ไปทำการทดลองต่าง ๆ นานา ตั้งแต่การถูกจับ (มักจะเป็นในเวลากลางคืน) ถูกนำตัวไปทดลอง (ผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อออกจากร่างกาย โดยไม่ทิ้งแผลเป็น) การผสมพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาว ความสามารถพิเศษในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว ไปจะถึงข้อสงสัยที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาปกปิดเรื่องที่มีการติดต่อกับมนุษย์ ต่างดาว (กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีสมคบคิดตามมาอีกต่างหาก แม้ว่าจะปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก) ที่น่าสนใจคือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ผ่านการสะกดจิต แม้ว่าจะไม่เคยมีหลักฐานยืนยันจริง ๆ มาก่อนเลยก็ตามที แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังคงปักใจเชื่อกับเรื่องนี้
ปรากฏการณ์ การถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวที่เกิดขึ้นถูกนำไปเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ ปาฏิหาริย์ทางศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นในยุคศาสนจักร ซึ่งปรากฏการณ์ทั้ง 2 อันนี้ มีความเหมือนกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นทางด้านจิตวิทยา ความเชื่อ และความทรงจำ (ซึ่งช่วงหลัง ๆ เริ่มมีหลักฐานออกมาเรื่อย ๆ ว่า ความจำของคนเราเชื่อถือไม่ค่อยจะได้)
หนังสือเล่มนี้ยังได้วิจารณ์ การสนับสนุนด้านการศึกษา และวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เรียกได้ว่า แนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ถูกใส่เข้าไปตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญของอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์อย่าง เบนจามิน แฟลงคลิน มีส่วนร่วมในการเขียนขึ้นมา แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลายเป็นว่า งบประมาณสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์ถูกตัด และถูกนำไปใช้ทางด้านความมั่นคงอย่างไม่สมเหตุสมผล ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์น้อย และมีความเชื่อในวิทยาศาสตร์เทียมจนน่าตกใจ ซึ่งการใช้ความเชื่อนำหน้าเหตุผลนี้สามารถนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปรากฏการณ์"ล่าแม่มด"ในยุคกลาง (อ่านถึงตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Crucible ขึ้นมาเลย) เผด็จการฟาสซิสม์ และลัทธินาซี
สำหรับผู้ที่สนใจหาคำอธิบายเกี่ยวกับ การตั้งข้อสงสัย คำเล่าลือเกี่ยวกับอสุรกายต่าง ๆ บนโลกใบนี้แบบเป็นวิทยาศาสตร์ และผู้ติดตามผลงานของ Carl Sagan The Demon-Haunted World เป็นหนังสือแนะนำ สามารถซื้อ kindle format ผ่านเวบ Amazon ได้ แต่ผลข้างเคียงของการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ อาจจะทำให้คุณอ่านนิยายแนวแฟนตาซีสนุกน้อยลง และมองนิยายวิทยาศาสตร์บางเรื่องเป็น pseudoscience ไปเลยก็เป็นได้
หนังสือเล่มนี้เป็นผล งานในช่วงบั้นปลายของ Sagan ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1995 (Sagan เสียชีวิตในปี 1996) ในหนังสือเล่มนี้ Carl Sagan ได้ตีเส้นแบ่งโลกของวิทยาศาตร์ (science) ออกจาก วิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) โดยอาศัยรากฐานของการคิดเชิงวิเคราะห์ และความช่างสงสัย (skeptical) ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถาม และวิธีการดำเนินการพิสูจน์ตามแบบของวิทยาศาสตร์ แทนที่จะใช้ความเชื่อเป็นตัวชี้นำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างที่เรา เจอกันบ่อย ๆ
ตัวอย่างของ pseudoscience ที่หนังสือเล่มนี้ยกขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบ ก็คือเรื่องของปรากฏการณ์ถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว (alien abduction) ซึ่งซีรี่ย์ยอดนิยม ติดกลิ่นอาย scifi อย่าง The X-Files ได้นำมาใช้เป็นพล็อตเรื่องหลัก เรื่องราวมักจะเริ่มต้นจากเรื่องเล่าของเหยื่อที่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว ไปทำการทดลองต่าง ๆ นานา ตั้งแต่การถูกจับ (มักจะเป็นในเวลากลางคืน) ถูกนำตัวไปทดลอง (ผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อออกจากร่างกาย โดยไม่ทิ้งแผลเป็น) การผสมพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาว ความสามารถพิเศษในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว ไปจะถึงข้อสงสัยที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาปกปิดเรื่องที่มีการติดต่อกับมนุษย์ ต่างดาว (กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีสมคบคิดตามมาอีกต่างหาก แม้ว่าจะปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก) ที่น่าสนใจคือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ผ่านการสะกดจิต แม้ว่าจะไม่เคยมีหลักฐานยืนยันจริง ๆ มาก่อนเลยก็ตามที แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังคงปักใจเชื่อกับเรื่องนี้
ปรากฏการณ์ การถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวที่เกิดขึ้นถูกนำไปเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ ปาฏิหาริย์ทางศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นในยุคศาสนจักร ซึ่งปรากฏการณ์ทั้ง 2 อันนี้ มีความเหมือนกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นทางด้านจิตวิทยา ความเชื่อ และความทรงจำ (ซึ่งช่วงหลัง ๆ เริ่มมีหลักฐานออกมาเรื่อย ๆ ว่า ความจำของคนเราเชื่อถือไม่ค่อยจะได้)
หนังสือเล่มนี้ยังได้วิจารณ์ การสนับสนุนด้านการศึกษา และวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เรียกได้ว่า แนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ถูกใส่เข้าไปตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญของอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์อย่าง เบนจามิน แฟลงคลิน มีส่วนร่วมในการเขียนขึ้นมา แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลายเป็นว่า งบประมาณสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์ถูกตัด และถูกนำไปใช้ทางด้านความมั่นคงอย่างไม่สมเหตุสมผล ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์น้อย และมีความเชื่อในวิทยาศาสตร์เทียมจนน่าตกใจ ซึ่งการใช้ความเชื่อนำหน้าเหตุผลนี้สามารถนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปรากฏการณ์"ล่าแม่มด"ในยุคกลาง (อ่านถึงตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Crucible ขึ้นมาเลย) เผด็จการฟาสซิสม์ และลัทธินาซี
สำหรับผู้ที่สนใจหาคำอธิบายเกี่ยวกับ การตั้งข้อสงสัย คำเล่าลือเกี่ยวกับอสุรกายต่าง ๆ บนโลกใบนี้แบบเป็นวิทยาศาสตร์ และผู้ติดตามผลงานของ Carl Sagan The Demon-Haunted World เป็นหนังสือแนะนำ สามารถซื้อ kindle format ผ่านเวบ Amazon ได้ แต่ผลข้างเคียงของการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ อาจจะทำให้คุณอ่านนิยายแนวแฟนตาซีสนุกน้อยลง และมองนิยายวิทยาศาสตร์บางเรื่องเป็น pseudoscience ไปเลยก็เป็นได้
Tuesday, March 29, 2011
Lobotomy: โนเบลทางการแพทย์ที่ถูกลืม แต่ ฮอลลีวูดจำได้
ณ หอผู้ป่วยทางจิต คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคจิตเภท ที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น และหมดทางเยียวยาด้วยการรักษาทางอื่น จะลงเอยด้วยการถูกนำไปทำการผ่าตัดเอาเนื้อสมองออกบางส่วน ที่เรียกว่า "Lobotomy" เพื่อหวังว่าจะลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงได้ R.P. McMurphy เป็นคนไข้ใหม่ของที่นี่ เขาเป็นตัวป่วนที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา เขากำลังจะถูกพิพากษาด้วยการทำ Lobotomy .. (-- One Flew Over the Cuckoo's Nest นำแสดงโดย Jack Nicholson จากบทประพันธ์ของ Ken Kesey)
Teddy Daniel เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้รับการมอบหมายให้มาสอบสวนคดีคนไข้โรคจิตที่หายตัวไปจากห้องอย่างลึกลับ ก่อนหน้าที่จะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ ของการรักษาโรคจิตเภทที่แพทย์ลงความเห็นว่า หมดทางเยียวยา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล .. (-- Shutter Island นำแสดงโดย Leonado Di Caprio จาก บทประพันธ์ของ Dennis Lehane)
Baby Doll ถูกทารุณโดยพ่อเลี้ยง ถูกหาว่าฆาตกรรมน้องสาวของเธอเอง ถูกใส่ความว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิต ถูกส่งเข้าสถานบำบัด และลงเอยด้วยการถูกจับมัดบนเก้าอี้ หมอผ่าตัดกำลังจะใช้เหล็กแหลมยาว แบบที่ใช้สกัดน้ำแข็ง จ่อไปเหนือดวงตา ใต้เปลือกตาบนแล้วเตรียมตอกเหล็กแหลมให้ทะลุเข้าไปถึงโพรงสมอง .. (-- Sucker Punch กำกับโดย Zack Snyder)
ปกติแล้วฮอลลีวูดจะเว่อเสมอ แต่กับ Lobotomy นี่อาจจะไม่
แนวคิด ของ Lobotomy คือการทำลายเนื้อสมองบางส่วน ซึ่งตามทฤษฎีบอกว่า อาจจะเป็นต้นเหตุของวงจรผิดปกติในสมอง ทำให้คนวิกลจริต แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะมีการใช้รักษาคนไข้โรคจิตเภทที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น (ในสมัยนั้น) ได้อีกแล้ว เทคนิคและแนวคิดถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนมาเฟื่องฟูในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย António Egas Moniz แพทย์ชาวโปรตุเกส ได้รับรางวัลโนเบล ในปี 1949 จากการรักษาผู้ป่วยด้วยการทำ Lobotomy หลังจากนั้น ก็มีผู้ป่วยปีละหลายพันคนที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกระโหลกทำ Lobotomy ด้วยข้อบ่งชี้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ไบโพลาร์ ภายใต้วิชาที่มีชื่อว่า การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคทางจิต (Psychosurgery)
แนวคิด และเทคนิคการทำ Lobotomy มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง Walter Freeman แพทย์ชาวอเมริกันได้ทำการคิดค้นวิธีการทำ Lobotomy แบบไม่ต้องผ่าเปิดกระโหลก แต่เปลี่ยนเป็นใช้เหล็กแหลมเจาะเข้าทางกระบอกตา ที่เรียกว่า Transorbital Lobotomy (-- ว่ากันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ ได้ไอเดียมาจากเหล็กสกัดน้ำแข็งจริง ๆ) เพื่อเข้าไป"จัดการ"กับเนื้อสมอง ในส่วน frontal lobe ซึ่งด้วยวิธีที่ง่าย และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมนี้ ทำให้มีคนไข้อีกนับพันราย ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าสมาธิสั้น
Sucker Punch ของ Martin Scorsese ไม่ได้แสดงภาพของการทำ Transorbital Lobotomy ที่โอเว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด แต่เป็นกระบวนการจริง ๆ ที่เกิดขึ้น (วิดีโอการทำ transorbital lobotomy สด ๆ แนบอยู่ตอนท้ายของบทความนี้ คำเตือน: ถ้าหน้ามืดเป็นลมง่ายอย่าดูนะครับ)
Lobotomy ถูกลดความสำคัญลง หลังการมาของยาควบคุมอาการทางจิต ที่ให้ผลเทียบเท่า หรืออาจจะดีกว่า และคนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด จำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการทำ Lobotomy จึงลดลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แม้ว่า ปัจจุบันยังมีการทำ Lobotomy อยู่บ้าง ในศูนย์การแพทย์บางแห่ง แต่ก็ด้วยข้อบ่งชี้ที่ถูกจำกัดลงกว่าเดิม
ปัจจุบัน คนไข้ที่ได้รับการทำ Lobotomy บางคนยังมีชีวิตอยู่ และ 1 ในนั้นคือ Howard Dully ซึ่งเข้ารับการทำ lobotomy ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ได้เขียนเล่าประสบการณ์หลัง Lobotomy เอาไว้ในหนังสือ My Lobotomy เป็นหลักฐานยืนยันว่า การทำ Lobotomy นั้นไม่ได้ทำให้หายจากอาการทางจิตได้เสมอไป แต่ก็เป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ระดับรางวัลโนเบล ที่ถ้าไม่ถูกนำมาเล่าแล้ว เราคงไม่เชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง
วิดีโอสาธิต Lobotomy (คำเตือน: ไม่เหมาะสำหรับคนหน้ามืดง่ายครับ)
Teddy Daniel เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้รับการมอบหมายให้มาสอบสวนคดีคนไข้โรคจิตที่หายตัวไปจากห้องอย่างลึกลับ ก่อนหน้าที่จะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ ของการรักษาโรคจิตเภทที่แพทย์ลงความเห็นว่า หมดทางเยียวยา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล .. (-- Shutter Island นำแสดงโดย Leonado Di Caprio จาก บทประพันธ์ของ Dennis Lehane)
Baby Doll ถูกทารุณโดยพ่อเลี้ยง ถูกหาว่าฆาตกรรมน้องสาวของเธอเอง ถูกใส่ความว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิต ถูกส่งเข้าสถานบำบัด และลงเอยด้วยการถูกจับมัดบนเก้าอี้ หมอผ่าตัดกำลังจะใช้เหล็กแหลมยาว แบบที่ใช้สกัดน้ำแข็ง จ่อไปเหนือดวงตา ใต้เปลือกตาบนแล้วเตรียมตอกเหล็กแหลมให้ทะลุเข้าไปถึงโพรงสมอง .. (-- Sucker Punch กำกับโดย Zack Snyder)
![]() |
| "เหล็กสกัดน้ำแข็ง" ภาพประกอบจาก wikipedia |
ปกติแล้วฮอลลีวูดจะเว่อเสมอ แต่กับ Lobotomy นี่อาจจะไม่
แนวคิด ของ Lobotomy คือการทำลายเนื้อสมองบางส่วน ซึ่งตามทฤษฎีบอกว่า อาจจะเป็นต้นเหตุของวงจรผิดปกติในสมอง ทำให้คนวิกลจริต แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะมีการใช้รักษาคนไข้โรคจิตเภทที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น (ในสมัยนั้น) ได้อีกแล้ว เทคนิคและแนวคิดถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนมาเฟื่องฟูในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย António Egas Moniz แพทย์ชาวโปรตุเกส ได้รับรางวัลโนเบล ในปี 1949 จากการรักษาผู้ป่วยด้วยการทำ Lobotomy หลังจากนั้น ก็มีผู้ป่วยปีละหลายพันคนที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกระโหลกทำ Lobotomy ด้วยข้อบ่งชี้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ไบโพลาร์ ภายใต้วิชาที่มีชื่อว่า การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคทางจิต (Psychosurgery)
แนวคิด และเทคนิคการทำ Lobotomy มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง Walter Freeman แพทย์ชาวอเมริกันได้ทำการคิดค้นวิธีการทำ Lobotomy แบบไม่ต้องผ่าเปิดกระโหลก แต่เปลี่ยนเป็นใช้เหล็กแหลมเจาะเข้าทางกระบอกตา ที่เรียกว่า Transorbital Lobotomy (-- ว่ากันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ ได้ไอเดียมาจากเหล็กสกัดน้ำแข็งจริง ๆ) เพื่อเข้าไป"จัดการ"กับเนื้อสมอง ในส่วน frontal lobe ซึ่งด้วยวิธีที่ง่าย และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมนี้ ทำให้มีคนไข้อีกนับพันราย ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าสมาธิสั้น
Sucker Punch ของ Martin Scorsese ไม่ได้แสดงภาพของการทำ Transorbital Lobotomy ที่โอเว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด แต่เป็นกระบวนการจริง ๆ ที่เกิดขึ้น (วิดีโอการทำ transorbital lobotomy สด ๆ แนบอยู่ตอนท้ายของบทความนี้ คำเตือน: ถ้าหน้ามืดเป็นลมง่ายอย่าดูนะครับ)
Lobotomy ถูกลดความสำคัญลง หลังการมาของยาควบคุมอาการทางจิต ที่ให้ผลเทียบเท่า หรืออาจจะดีกว่า และคนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด จำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการทำ Lobotomy จึงลดลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แม้ว่า ปัจจุบันยังมีการทำ Lobotomy อยู่บ้าง ในศูนย์การแพทย์บางแห่ง แต่ก็ด้วยข้อบ่งชี้ที่ถูกจำกัดลงกว่าเดิม
ปัจจุบัน คนไข้ที่ได้รับการทำ Lobotomy บางคนยังมีชีวิตอยู่ และ 1 ในนั้นคือ Howard Dully ซึ่งเข้ารับการทำ lobotomy ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ได้เขียนเล่าประสบการณ์หลัง Lobotomy เอาไว้ในหนังสือ My Lobotomy เป็นหลักฐานยืนยันว่า การทำ Lobotomy นั้นไม่ได้ทำให้หายจากอาการทางจิตได้เสมอไป แต่ก็เป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ระดับรางวัลโนเบล ที่ถ้าไม่ถูกนำมาเล่าแล้ว เราคงไม่เชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง
วิดีโอสาธิต Lobotomy (คำเตือน: ไม่เหมาะสำหรับคนหน้ามืดง่ายครับ)
Monday, January 31, 2011
เมื่อ Star Wars mashup กับซอมบี้: Star Wars: Death Troopers
กระแสซอมบี้เริ่มเป็นที่รู้จัก นับตั้งแต่ Night of Living Dead ของ George A. Romero เมื่อ 40 ปีที่แล้วเป็นต้นมา แล้วก็มีการพัฒนาเป็นรูปแบบต่าง ๆ ในรูปแบบภาพยนตร์ กับหนังสือมาเรื่อย ๆ
นับตั้งแต่ Pride and Prejudice and Zombies ที่เอางานคลาสสิกของ Jane Austen มาผสมกับ zombies genre ก็ดูเหมือนว่า เรื่องของซอมบี้ (และแวมไพร์) จะสามารถเข้าไปแทรกอยู่ในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ไม่ยากนัก
ในที่สุด zombies genre ก็ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Star Wars เรียบร้อยแล้ว ด้วยการเปิดตัวของ Star Wars: Death Troopers หนังสือเล่มแรกในชุดนี้
ในห้วงอวกาศที่ใดไม่ระบุ ในช่วงเวลาของจักรวรรดิ ครอบครองโดยจักรพรรดิ Palpatime และ Darth Vader...
ยานขนนักโทษลำหนึ่ง ได้บังเอิญไปพบกับ Star Destroyer ที่ควรจะจุคนได้หลายพัน ลอยแน่นิ่ง พร้อมกับสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ส่งออกมาเป็นระยะ แต่ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย
ทีมสำรวจถูกส่งขึ้นไปค้นหาอะไหล่ที่จะนำมาใช้ซ่อมยาน และได้พบกับสิ่งที่ยังคงเหลือรอด ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกเรือ Star Destroyer และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย ที่มี stormtrooper, blaster rifle, X-Wing, TIE fighter เป็นสิ่งประกอบฉาก และมีตัวเอกเป็นซอมบี้ แบบ 28 Days Later (ดุ วิ่งเร็ว ฉลาด น้ำลายยืด) วิ่งไล่ล่าเลือดสาดกระจายตลอดทั้งเล่ม
สำหรับแฟน Star War นั้น ตอน Death Troopers ยังไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักส่วนอื่นมากนัก เพราะเหตุการณ์ถูกจำกัดอยู่บนยานเพียงแค่ 2 ลำ และอาศัยฉาก เรื่องราว และเงื่อนเวลาของ Star Wars เป็นของประกอบเท่านั้น แต่ตัวอย่างบทแรกของ Star Wars: Red Harvest หนังสือเล่มต่อไปในชุดนี้ ทำให้รู้ว่าฝันร้ายกับซอมบี้ในจักรวาล Star Wars เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น.. คราวนี้ งานเข้า ทั้ง Sith และ Jedi เลยทีเดียว
มี trailer ด้วย ดูแล้ว ทำเป็นหนังท่าจะดี
Saturday, December 04, 2010
The Science behind The Pain: The Evidence ว่าด้วยการรับรู้ความเจ็บปวด
สมองตำแหน่ง anterior cingulate cortex นอกจากจะเป็นตำแหน่งที่รับรู้ความรู้สึกเจ ็บปวดที่ถูกปฏิเสธ ถูกละเลย เป็นส่วนเกินแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเดียวกับอารมณ์ควา มรู้สึกที่ตอบสนองต่อความเป็นปวดทางกายด้ว ย (ทำไมต้องตูวะ? -- why me?)
จึง มีการทดลองใช้ยาแก้ปวด paracetamol ธรรมดานี่ล่ะ มาทดลองกับสถานการณ์จำลองการถูกปฏิเสธ โดยให้เล่นเกมส่งลูกบอลในคอมพิวเตอร์ ระหว่างผู้ถูกทดสอบกับคอมพิวเตอร์ แล้วลงเอยด้วยผู้ถูกทดสอบถูกละเลยออกจากเก ม ไม่มีใครส่งลูกบอลมาให้ (ถูกปฏิเสธ -- เจ็บปวด) พบว่า กลุ่มที่กิน paracetamol ก่อนทดลองรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธน้อ ยกว่า
อีกแนวคิดหนึ่งคือ การศึกษาเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเองแบบไม่มี เจตนา ฆ่าตัวตาย (nonsuicidal self-injury: NSSI) ด้วยคำอธิบายว่า การทำให้เกิดความเจ็บปวดทางกาย และบรรเทาลง ทำให้ความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าน ี้ลดลงไปด้วย โดยเป็นอีกกลไกหนึ่งแยกต่างหากจากการทำร้า ยตัวเองเพื่อลงโทษ (punishment) ตามแบบของ Pavlov ที่มีความเชื่อกันมาอยู่เดิม
ในช่วงหลัง ๆ จึงเริ่มมีความเชื่อ และนำไปสู่การพิสูจน์ว่า กลไกความรู้สึกเจ็บปวดทางกาย และทางความรู้สึกมีความใกล้ชิดกันมากกว่าท ี่คิด และการบรรเทาความเจ็บปวดทางกาย สามารถช่วยลดความเจ็บปวดทางจิตใจได้เช่นเด ียวกัน
ว่าแล้วก็เชิญเสพ Something for the Pain เพื่อบำบัดความเจ็บปวดกันต่อไปนะครับ
ที่มา:
Sunday, September 26, 2010
ประสบการณ์ Kindle 3rd gen
เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสจับเจ้า Kindle 3rd gen ตัวเป็น ๆ หลังจากที่ได้ยินกิตติศัพท์มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วครับ
หลังจากที่ผมได้มีโอกาสจับแบบเต็ม ๆ และถ่ายรูป Kindle 3rd gen ตัวนี้ ได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ปรากฏรีวิวฉบับเต็มที่ blognone เป็นที่เรียบร้อย entry นี้ก็เลยเป็นการจับมามองเป็นบางมุม และเปรียบเทียบกับ BeBook mini 5 ที่ผมตัดสินใจเป็นเจ้าของก่อนหน้านี้ก็แล้วกัน
Kindle 3rd gen ตัวที่ได้ทดลองนี้เป็นรุ่น WiFi + 3G (spec เต็ม ๆ จาก Amazon) ครับ
1. รูปร่าง และน้ำหนัก
หน้าจอขนาด 6 นิ้ว และคีย์บอร์ด full QWERTY ทางด้านล่าง ทำให้ตัวเครื่องมีความยาวมากขึ้น น้ำหนักเทียบได้กับหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน (ตาม spec คือ 240 g) วัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องดูแน่นหนาสมกับที่ใช้ graphite เป็นกรอบ
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ BeBook mini 5 จะเห็นว่ามีขนาดแตกต่างกันอยู่พอสมควร เนื่องจากหน้าจอขนาด 6 นิ้ว (BeBook mini ขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว) และคีย์บอร์ด QWERTY
ในแง่ของน้ำหนัก หลังจากที่ได้ทำความคุ้นเคยกับ BeBook mini 5 (160 g) มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอมาถือ Kindle 3rd gen ตัวนี้ (240 g) ก็รู้สึกได้ถึงความหนักกว่าอย่างชัดเจน แต่ถ้าเทียบแล้วก็พอ ๆ กับพ็อคเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการถือไปไหนมาไหน
2. หน้าจอ
เป็นสิ่งที่ต้องยกขึ้นมากล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ เลย สำหรับ Kindle 3rd gen ด้วยเหตุผลที่ทาง Amazon โฆษณานักหนาว่า หน้าจอ eInk รุ่นใหม่นี้ มันมี contrast ดีกว่าเดิมถึง 50% มันจะขนาดไหนกันเชียว
แล้วเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา ก็พบกับความคมชัดน่าประทับใจสมคำล่ำลือจริง ๆ เสียด้วย จะชัดขนาดไหน เรียกได้ว่า จอของ BeBook ที่ว่าคมชัดดีแล้ว กลายเป็นมัวหมองไปเลยทีเดียว สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น ขอเอารูปเปรียบเทียบมาให้ดูเลยก็แล้วกัน
3. การใช้งาน
หน้าจอเวลาที่คีย์บอร์ดถูกล็อคอยู่ จะแสดงรูปของนักเขียนคลาสสิก สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในการล็อคหน้าจอแต่ละครั้ง การปลดล็อคคีย์บอร์ดทำได้โดยการเลื่อนปุ่ม keyboard lock/unlock ทางด้านล่างของเครื่อง
การ navigate ตัวเลือก เมนูต่าง ๆ และการพลิกหน้าหนังสือ สามารถทำได้โดยปุ่ม 5-way navigation button และปุ่มที่อยู่ด้านข้างของเครื่อง การตอบสนองบนหน้าจอยังมีหน่วงอยู่บ้างตามประสา e-Ink
การค้นหาข้อความ หรือการเปิดดิกชันนารี ทำได้สะดวกมากจาก QWERTY keyboard แต่ยังติดอยู่ที่การพิมพ์ภาษาไทย ที่ยังไม่รองรับครับ
สำหรับภาษาไทย สามารถอ่านภาษาไทยในไฟล์ PDF ได้ราบรื่นดี แต่สำหรับ format อื่น จะต้องทำการ hack เพื่อลงฟอนต์ภาษาไทยเพื่อให้สามารถอ่านไทยได้
ประสบการณ์ในการอ่านตามปกติแบบที่เนื้อหาเป็นข้อความอย่างเดียวนั้น จะไม่รู้สึกแตกต่างกับ BeBook มากนัก แต่จุดที่แตกต่างออกไปสำหรับ Kindle ตัวนี้ก็คือ การอ่านไฟล์ pdf ในโหมดขยาย (zoom) นั้น จะยังคง page layout ของเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน การ scroll เพื่ออ่านข้อความจึงต้องทำทั้งในแนวราบ (ซ้ายขวา) และแนวตั้ง ซึ่งแตกต่างจาก Adobe PDF ใน BeBook ซึ่งจะทำการ reflow ข้อความให้ ทำให้เสีย page layout ไป การคง page layout เอาไว้นี้ มีข้อดีก็คือ สามารถอ่านแผนภูมิ รูปภาพขนาดใหญ่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่งง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเลื่อนหน้าจอในแนวราบ ดีหรือไม่ดี จึงขึ้นอยู่กับแนวทางการใช้งานของแต่ละคนครับ
4. Web browser
แม้ว่าจะยังเป็น experimental feature แต่จากการทดลองใช้งานก็พบว่า สามารถแสดงผลเวบต่าง ๆ ได้ราบรื่นดี เข้าใช้ GMail ได้อย่างไม่มีปัญหา (เครื่องที่ทดสอบได้ทำการลงฟอนต์ไทยเรียบร้อยแล้ว) จะอึดอัดอยู่บ้างก็ตรงที่มันไม่ใช่ touch screen เผลอเอานิ้วจิ้มที่หน้าจออยู่หลายครั้งระหว่างเล่นเนต
และสิ่งที่ดูจะคุ้มค่ามากก็คือ การใช้เครือข่าย EDGE/3G แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทำให้ความฝันของใครหลายคนเป็นจริงชนิดที่เมินสารพัด tablet ไปได้เลยทีเดียว
นอกจากนี้ QWERTY keyboard ถือเป็นส่วนเติมเต็มของความสามารถ web browsing นี้เลยทีเดียว เพราะทำให้การพิมพ์ URL, login, password สะดวกมาก
5. ความสามารถ/ข้อจำกัดอื่น ๆ
ความสามารถที่น่าสนใจ ที่ยังผมไม่ได้ลองก็คือ Text-to-speech และการเล่นไฟล์เสียง แต่เท่าที่ถามเจ้าของเครื่อง สามารถทำได้เป็นที่น่าพอใจทั้งการเล่นผ่านลำโพง และหูฟัง
ส่วนข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ใช้หลายคนยังขัดใจก็คือ ชนิดของไฟล์ ที่สนับสนุนนั้นมีไม่มาก และขาดฟอร์แมตที่สำคัญอย่าง epub ไป ทำให้ต้องอาศัยเครื่องมือเข้ามาช่วยแปลงไฟล์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นปัญหาเชิงเทคนิคสำหรับผู้ใช้จำนวนหนึ่งได้ (ณ จุดนี้ ฟรีแวร์ Calibre ช่วยได้มาก แถมยัง cross platform อีกด้วย)
สรุป
Amazon ได้สร้างมาตรฐานของ eReader ยุคต่อไป ทั้งทางด้านคุณภาพหน้าจอที่ดีขึ้น ความสามารถที่เริ่มขยายออกไปนอกเหนือจากการอ่าน การเพิ่มความสามารถทางด้าน wireless connectivity แบบไม่จำกัด และที่สำคัญที่สุดคือ ราคา ที่ไม่ได้สูงจนเกินเอื้อมอีกต่อไป การขยับของ Amazon คราวนี้คงจะทำให้ผู้ผลิต eReader รายใหญ่เจ้าอื่น ๆ ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ในส่วนของรายเล็ก อาจจะถึงขนาดถอดใจกันเลยก็เป็นได้
หมายเหตุ:
หลังจากที่ผมได้มีโอกาสจับแบบเต็ม ๆ และถ่ายรูป Kindle 3rd gen ตัวนี้ ได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ปรากฏรีวิวฉบับเต็มที่ blognone เป็นที่เรียบร้อย entry นี้ก็เลยเป็นการจับมามองเป็นบางมุม และเปรียบเทียบกับ BeBook mini 5 ที่ผมตัดสินใจเป็นเจ้าของก่อนหน้านี้ก็แล้วกัน
Kindle 3rd gen ตัวที่ได้ทดลองนี้เป็นรุ่น WiFi + 3G (spec เต็ม ๆ จาก Amazon) ครับ
1. รูปร่าง และน้ำหนัก
หน้าจอขนาด 6 นิ้ว และคีย์บอร์ด full QWERTY ทางด้านล่าง ทำให้ตัวเครื่องมีความยาวมากขึ้น น้ำหนักเทียบได้กับหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน (ตาม spec คือ 240 g) วัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องดูแน่นหนาสมกับที่ใช้ graphite เป็นกรอบ
![]() |
ทางด้านล่างของตัวเครื่อง จากซ้ายไปขวา:
|
![]() |
| ด้านล่างของหน้าจอเป็นคีย์บอร์ด QWERTY |
![]() |
| ด้านหลังของเครื่องจะเป็นที่อยู่ของลำโพง |
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ BeBook mini 5 จะเห็นว่ามีขนาดแตกต่างกันอยู่พอสมควร เนื่องจากหน้าจอขนาด 6 นิ้ว (BeBook mini ขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว) และคีย์บอร์ด QWERTY
ในแง่ของน้ำหนัก หลังจากที่ได้ทำความคุ้นเคยกับ BeBook mini 5 (160 g) มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอมาถือ Kindle 3rd gen ตัวนี้ (240 g) ก็รู้สึกได้ถึงความหนักกว่าอย่างชัดเจน แต่ถ้าเทียบแล้วก็พอ ๆ กับพ็อคเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการถือไปไหนมาไหน
2. หน้าจอ
เป็นสิ่งที่ต้องยกขึ้นมากล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ เลย สำหรับ Kindle 3rd gen ด้วยเหตุผลที่ทาง Amazon โฆษณานักหนาว่า หน้าจอ eInk รุ่นใหม่นี้ มันมี contrast ดีกว่าเดิมถึง 50% มันจะขนาดไหนกันเชียว
แล้วเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา ก็พบกับความคมชัดน่าประทับใจสมคำล่ำลือจริง ๆ เสียด้วย จะชัดขนาดไหน เรียกได้ว่า จอของ BeBook ที่ว่าคมชัดดีแล้ว กลายเป็นมัวหมองไปเลยทีเดียว สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น ขอเอารูปเปรียบเทียบมาให้ดูเลยก็แล้วกัน
3. การใช้งาน
หน้าจอเวลาที่คีย์บอร์ดถูกล็อคอยู่ จะแสดงรูปของนักเขียนคลาสสิก สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในการล็อคหน้าจอแต่ละครั้ง การปลดล็อคคีย์บอร์ดทำได้โดยการเลื่อนปุ่ม keyboard lock/unlock ทางด้านล่างของเครื่อง
การ navigate ตัวเลือก เมนูต่าง ๆ และการพลิกหน้าหนังสือ สามารถทำได้โดยปุ่ม 5-way navigation button และปุ่มที่อยู่ด้านข้างของเครื่อง การตอบสนองบนหน้าจอยังมีหน่วงอยู่บ้างตามประสา e-Ink
การค้นหาข้อความ หรือการเปิดดิกชันนารี ทำได้สะดวกมากจาก QWERTY keyboard แต่ยังติดอยู่ที่การพิมพ์ภาษาไทย ที่ยังไม่รองรับครับ
สำหรับภาษาไทย สามารถอ่านภาษาไทยในไฟล์ PDF ได้ราบรื่นดี แต่สำหรับ format อื่น จะต้องทำการ hack เพื่อลงฟอนต์ภาษาไทยเพื่อให้สามารถอ่านไทยได้
ประสบการณ์ในการอ่านตามปกติแบบที่เนื้อหาเป็นข้อความอย่างเดียวนั้น จะไม่รู้สึกแตกต่างกับ BeBook มากนัก แต่จุดที่แตกต่างออกไปสำหรับ Kindle ตัวนี้ก็คือ การอ่านไฟล์ pdf ในโหมดขยาย (zoom) นั้น จะยังคง page layout ของเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน การ scroll เพื่ออ่านข้อความจึงต้องทำทั้งในแนวราบ (ซ้ายขวา) และแนวตั้ง ซึ่งแตกต่างจาก Adobe PDF ใน BeBook ซึ่งจะทำการ reflow ข้อความให้ ทำให้เสีย page layout ไป การคง page layout เอาไว้นี้ มีข้อดีก็คือ สามารถอ่านแผนภูมิ รูปภาพขนาดใหญ่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่งง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเลื่อนหน้าจอในแนวราบ ดีหรือไม่ดี จึงขึ้นอยู่กับแนวทางการใช้งานของแต่ละคนครับ
![]() |
| PDF page layout แบบเต็มหน้าจอ |
![]() |
| PDF zoom 150% |
4. Web browser
แม้ว่าจะยังเป็น experimental feature แต่จากการทดลองใช้งานก็พบว่า สามารถแสดงผลเวบต่าง ๆ ได้ราบรื่นดี เข้าใช้ GMail ได้อย่างไม่มีปัญหา (เครื่องที่ทดสอบได้ทำการลงฟอนต์ไทยเรียบร้อยแล้ว) จะอึดอัดอยู่บ้างก็ตรงที่มันไม่ใช่ touch screen เผลอเอานิ้วจิ้มที่หน้าจออยู่หลายครั้งระหว่างเล่นเนต
และสิ่งที่ดูจะคุ้มค่ามากก็คือ การใช้เครือข่าย EDGE/3G แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทำให้ความฝันของใครหลายคนเป็นจริงชนิดที่เมินสารพัด tablet ไปได้เลยทีเดียว
![]() |
| ทดลองเปิดเวบ bbc.co.uk |
![]() |
| GMail ผ่านเวบ |
นอกจากนี้ QWERTY keyboard ถือเป็นส่วนเติมเต็มของความสามารถ web browsing นี้เลยทีเดียว เพราะทำให้การพิมพ์ URL, login, password สะดวกมาก
5. ความสามารถ/ข้อจำกัดอื่น ๆ
ความสามารถที่น่าสนใจ ที่ยังผมไม่ได้ลองก็คือ Text-to-speech และการเล่นไฟล์เสียง แต่เท่าที่ถามเจ้าของเครื่อง สามารถทำได้เป็นที่น่าพอใจทั้งการเล่นผ่านลำโพง และหูฟัง
ส่วนข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ใช้หลายคนยังขัดใจก็คือ ชนิดของไฟล์ ที่สนับสนุนนั้นมีไม่มาก และขาดฟอร์แมตที่สำคัญอย่าง epub ไป ทำให้ต้องอาศัยเครื่องมือเข้ามาช่วยแปลงไฟล์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นปัญหาเชิงเทคนิคสำหรับผู้ใช้จำนวนหนึ่งได้ (ณ จุดนี้ ฟรีแวร์ Calibre ช่วยได้มาก แถมยัง cross platform อีกด้วย)
สรุป
Amazon ได้สร้างมาตรฐานของ eReader ยุคต่อไป ทั้งทางด้านคุณภาพหน้าจอที่ดีขึ้น ความสามารถที่เริ่มขยายออกไปนอกเหนือจากการอ่าน การเพิ่มความสามารถทางด้าน wireless connectivity แบบไม่จำกัด และที่สำคัญที่สุดคือ ราคา ที่ไม่ได้สูงจนเกินเอื้อมอีกต่อไป การขยับของ Amazon คราวนี้คงจะทำให้ผู้ผลิต eReader รายใหญ่เจ้าอื่น ๆ ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ในส่วนของรายเล็ก อาจจะถึงขนาดถอดใจกันเลยก็เป็นได้
หมายเหตุ:
- ภาพประกอบถ่ายโดย Samsung Galaxy Spica ดูภาพเพิ่มเติมได้จาก web album
- ขอขอบคุณ มิ้ว เจ้าของเครื่อง ที่เอื้อเฟื้อเครื่อง Kindle ครับ
Sunday, September 12, 2010
ว่าด้วยการซื้อ eBook (2): ความพยายามซื้อ ebook กับด่านที่ต้องฝ่า
เนื่องจากสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย ebook ถูกเหมารวมไปกับหนังสือปกติ ที่ถูกแบ่งตามภูมิภาคต่าง ๆ (Territorial rights) เมื่อกฎนี้ถูกบังคับใช้ บรรดาเวบไซต์ขาย ebook ต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องจัดตั้งกำแพง เพื่อป้องกันการขาย ebook ให้กับคนอ่านที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีสิทธิ์ขาย (รายละเอียดใน ว่าด้วยการซื้อ eBook (1))
ถ้าหากคนอ่านที่อยู่นอกพื้นที่ แล้วอยากจะซื้อจะต้องฝ่าด่านอะไรบ้าง ลองมาสำรวจวิธีการที่ผู้ขายใช้ในการตรวจสอบกัน
จากผลกระทบของกำแพงที่สร้างโดยคนขายนี้ ทำให้คนจำนวนหนึ่ง ที่อุตส่าห์ลงทุนซื้อเครื่องอ่านราคาแพง โดยหวังว่าต้นทุนของการซื้อหนังสือจะถูกลงในระยะยาว เสนอวิธีที่ง่าย และเร็วกว่า นั่นก็คือ "ลืมการซื้อไปซะ" แล้วไปหาจากแหล่งอื่นเอา (ผิดศีลข้อ 2) ซึ่งอาจจะทำให้เราได้ ebook ที่ต้องการภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที แต่ด้วยวิธีนี้ทางฝั่งคนเขียนหนังสือ และสำนักพิมพ์จะกลายเป็นคนเสียประโยชน์เต็ม ๆ
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า คนที่สามารถซื้อเครื่อง ereader มาใช้ได้ เต็มใจที่จะซื้อ ebook อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมันเป็นการสนับสนุนให้คนเขียน และสำนักพิมพ์ออกหนังสือดี ๆ ออกมาให้เราได้อ่านอีก แต่นั่นก็ตั้งอยู่บนข้อแม้ที่ว่าระบบการขาย ebook ควรเข้าถึงง่ายกว่านี้
สรุปง่าย ๆ ก็คือ คนซื้อพร้อมแล้ว แต่คนขายยังไม่พร้อม คงต้องดูการต่อไปว่าคนขายจะปรับตัวกับเรื่องนี้ได้ยังไงบ้าง
ถ้าหากคนอ่านที่อยู่นอกพื้นที่ แล้วอยากจะซื้อจะต้องฝ่าด่านอะไรบ้าง ลองมาสำรวจวิธีการที่ผู้ขายใช้ในการตรวจสอบกัน
- ที่อยู่ (shipping address / billing address)
เมื่อมีการลงทะเบียนเข้าใช้งานเวบไซต์ หรือตอนที่กำลังจะจ่ายเงิน ผู้ใช้จะต้องมีการบันทึกที่อยู่ที่ใช้สำหรับส่งของ(ไม่ได้ใช้จริง) เอาไว้ แล้วทางคนขายจะตรวจสอบกับ Territorial rights ของหนังสือเล่มนั้น ๆ ว่าขายให้ได้หรือเปล่า
การฝ่าด่านขั้นตอนนี้ไม่ยากเท่าไหร่ เพียงแค่ขอยืมที่อยู่ของใครสักคน หรือถ้าไม่รู้จักใครในอเมริกาเลย ก็ search จาก Google Maps มาใส่ก็แล้วกัน - หมายเลขบัตรเครดิต
เวบไซต์คนขายหลาย ๆ แห่งจะตรวจสอบรหัส 16 หลักของบัตรเครดิตซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าบัตรเครดิตใบนี้ถูกออกในอเมริกาหรือไม่ ก่อนอนุญาตให้ซื้อ นอกจากนี้ระบบจัดการลิขสิทธิ์ (DRM) ของคนขายแต่ละแห่งที่ทำให้เราอ่าน ebook ได้เฉพาะบนเครื่อง หรือโปรแกรมที่ลงทะเบียนเท่านั้น ทำให้เพียงการ"ฝากคนอื่นซื้อให้"ไม่สามารถทำได้
โอกาสที่เราจะได้หมายเลขบัตรเครดิตในอเมริกาคงไม่ง่าย แต่ก็มีวิธีอ้อม ๆ เท่าที่นึกออก
- บริการออกบัตรเดบิตในอเมริกา แล้วให้เราจ่ายเงินจากบัตรเครดิตของเราเข้าไปฝากไว้ก่อน ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เราจะได้ billing address ที่อยู่ในอเมริกามาด้วย ทำให้ตัดปัญหาที่อยู่ในข้อแรกไปได้ (แต่ชั่งใจเรื่องความเสี่ยงกันเอาเอง)
- ใช้ PayPal สะดวก และเชื่อถือได้ แต่ใช้ได้เฉพาะบางร้านเท่านั้น
- ฝากซื้อคูปองหรือ gift card ของเวบไซต์นั้น ๆ ที่อาจได้มาจากการฝากซื้อ (บางแห่งก็ตามไปตรวจสอบวิธีการซื้อคูปองอีก เอาเข้าไป) เท่าที่เห็นเวบไซต์ชุมชนนักอ่านบางแห่ง ใช้วิธีโอนเงินทาง PayPal ไปให้คนในพื้นที่ซื้อ แล้วส่งมาให้ (ขึ้นอยู่กับระดับความไว้ใจ) ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เราจะได้เครดิตในการซื้อหนังสือจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องมีบัตรเครดิตของอเมริกา
- IP address
ด่านนี้จะว่าผ่านยากที่สุดก็ได้ และในตอนนี้เวบไซต์คนขายแทบทุกแห่งมีการตรวจสอบ IP address ว่าเราอยู่ที่ไหน วิธีการฝ่าด่านจึงเป็นการให้ได้มาซึ่ง IP address ของอเมริกา และส่งมันไปปรากฏบนระบบตรวจสอบของเวบคนขาย การซื้อบริการ VPN ทางเป็นออกทางหนึ่ง แต่มันก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายอีกหนึ่งทอด!
จากผลกระทบของกำแพงที่สร้างโดยคนขายนี้ ทำให้คนจำนวนหนึ่ง ที่อุตส่าห์ลงทุนซื้อเครื่องอ่านราคาแพง โดยหวังว่าต้นทุนของการซื้อหนังสือจะถูกลงในระยะยาว เสนอวิธีที่ง่าย และเร็วกว่า นั่นก็คือ "ลืมการซื้อไปซะ" แล้วไปหาจากแหล่งอื่นเอา (ผิดศีลข้อ 2) ซึ่งอาจจะทำให้เราได้ ebook ที่ต้องการภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที แต่ด้วยวิธีนี้ทางฝั่งคนเขียนหนังสือ และสำนักพิมพ์จะกลายเป็นคนเสียประโยชน์เต็ม ๆ
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า คนที่สามารถซื้อเครื่อง ereader มาใช้ได้ เต็มใจที่จะซื้อ ebook อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมันเป็นการสนับสนุนให้คนเขียน และสำนักพิมพ์ออกหนังสือดี ๆ ออกมาให้เราได้อ่านอีก แต่นั่นก็ตั้งอยู่บนข้อแม้ที่ว่าระบบการขาย ebook ควรเข้าถึงง่ายกว่านี้
สรุปง่าย ๆ ก็คือ คนซื้อพร้อมแล้ว แต่คนขายยังไม่พร้อม คงต้องดูการต่อไปว่าคนขายจะปรับตัวกับเรื่องนี้ได้ยังไงบ้าง
Sunday, September 05, 2010
ว่าด้วยการซื้อ eBook (1): กำแพงภูมิศาสตร์
ในโลกยุคก่อนหน้า ebook การขายหนังสือทั่วโลก เป็นไปตามกติกาการจัดจำหน่ายหนังสือแบบเป็นเล่ม ที่มีการตัดแบ่ง "สิทธิ์ในการพิมพ์และจำหน่าย" ออกเป็นส่วน ๆ ตามภูมิภาคต่าง ๆ บนแผนที่โลก (Territorial rights) โดยสำนักพิมพ์ที่เป็นต้นน้ำจะเป็นผู้มอบสิทธิ์นี้ให้กับสำนักพิมพ์รายย่อย ทำหน้าที่พิมพ์ และขายเฉพาะในภูมิภาคนั้น
เมื่อการขายหนังสืออิเล็คทรอนิคส์ หรือ ebook โดยใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ ebook ก็เริ่มเป็นที่นิยมโดยไม่ยาก เพราะมีข้อดีคือ คนอ่านสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว จ่ายเงินซื้อแล้วอ่านได้ทันที โดยไม่ต้องก้าวเท้าออกไปไหน ไม่มีอุปสรรคทางด้านภูมิศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง คนอ่านสามารถเริ่มอ่านได้พร้อม ๆ กับคนในประเทศที่มีการเปิดตัวหนังสือ (นึกภาพคนต่อคิวหน้าร้านหนังสือ เพื่อซื้อ Harry Potter เล่มล่าสุดในวันแรกของการจำหน่าย) ขอให้มีแค่อินเตอร์เนตที่ใช้งานได้ ก็สามารถซื้อและดาวน์โหลดมาอ่านได้ทันที ไม่ต้องรอไปรษณีย์ส่งมาเป็นเล่ม
ความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดก็คือ
ในทางทฤษฎี: ebook ทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ถูกลง ความจำเป็นของตัวแทนจำหน่ายในระดับภูมิภาคลดลง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ ตัวแทนระดับภูมิภาคพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยการ"ห้ามขาย ebook" ในภูมิภาคที่ตนเองมีสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายอยู่
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอ่านที่ตั้งใจจะเป็นลูกค้า ebook จึงพบกับข้อความแจ้งว่าไม่สามารถซื้อหนังสือได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในภูมิภาคที่ผู้ขายมีสิทธิ์ขายให้ จากการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบที่มาของคนซื้อว่ามาจากที่ไหนนั่นเอง
ศึกนี้จึงเป็นการปะทะกันระหว่างเจ้าของตลาดเดิม กับผู้มาใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลง น่าสนใจว่าเจ้าของตลาดเดิมจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่พฤติกรรม และความต้องการของคนอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในโลกที่"แบน"ลงได้อย่างไรบ้าง
คราวหน้าจะลองเล่าถึงความเป็นไปได้ในการซื้อ ebook ของคนอ่านนอกภูมิภาคครับ
หมายเหตุ:
เมื่อการขายหนังสืออิเล็คทรอนิคส์ หรือ ebook โดยใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ ebook ก็เริ่มเป็นที่นิยมโดยไม่ยาก เพราะมีข้อดีคือ คนอ่านสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว จ่ายเงินซื้อแล้วอ่านได้ทันที โดยไม่ต้องก้าวเท้าออกไปไหน ไม่มีอุปสรรคทางด้านภูมิศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง คนอ่านสามารถเริ่มอ่านได้พร้อม ๆ กับคนในประเทศที่มีการเปิดตัวหนังสือ (นึกภาพคนต่อคิวหน้าร้านหนังสือ เพื่อซื้อ Harry Potter เล่มล่าสุดในวันแรกของการจำหน่าย) ขอให้มีแค่อินเตอร์เนตที่ใช้งานได้ ก็สามารถซื้อและดาวน์โหลดมาอ่านได้ทันที ไม่ต้องรอไปรษณีย์ส่งมาเป็นเล่ม
ความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดก็คือ
ในทางทฤษฎี: ebook ทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ถูกลง ความจำเป็นของตัวแทนจำหน่ายในระดับภูมิภาคลดลง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ ตัวแทนระดับภูมิภาคพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยการ"ห้ามขาย ebook" ในภูมิภาคที่ตนเองมีสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายอยู่
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอ่านที่ตั้งใจจะเป็นลูกค้า ebook จึงพบกับข้อความแจ้งว่าไม่สามารถซื้อหนังสือได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในภูมิภาคที่ผู้ขายมีสิทธิ์ขายให้ จากการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบที่มาของคนซื้อว่ามาจากที่ไหนนั่นเอง
ศึกนี้จึงเป็นการปะทะกันระหว่างเจ้าของตลาดเดิม กับผู้มาใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลง น่าสนใจว่าเจ้าของตลาดเดิมจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่พฤติกรรม และความต้องการของคนอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในโลกที่"แบน"ลงได้อย่างไรบ้าง
คราวหน้าจะลองเล่าถึงความเป็นไปได้ในการซื้อ ebook ของคนอ่านนอกภูมิภาคครับ
หมายเหตุ:
- ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Territorial rights ที่
- ภาพจาก http://news.bbc.co.uk
Subscribe to:
Posts (Atom)





















