Thursday, September 26, 2013

แนวทางของ Apple


จากคำให้สัมภาษณ์ของ Tim Cook (CEO), Jonathan Ive (UI design) และ Craig Federighi (HI design) หลังการเปิดตัว iPhone 5S, 5C และ iOS7

การทำธุรกิจ

มีส่วนที่ไม่สร้างมูลค่าอยู่ในตลาดอยู่เต็มไปหมด แต่เรา (Apple) ไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่ไม่สร้างมูลค่าพวกนั้น
 “There’s always a large junk part of the market,” he says. “We’re not in the junk business.” - Tim Cook

เรา (Apple) ไม่ได้มองหาการยืนยันแนวทางธุรกิจของเราจากภายนอก แต่คนอื่นก็กำลังทำเลียนแบบสิ่งที่เรากำลังทำ นั่นแสดงให้เห็นว่าคนอื่นให้ความสำคัญในแนวทางในแบบของเรา
“We’re not looking for external validation of our strategy, but I think it does suggest that there’s a lot of copying, kind of, on the strategy and that people have recognized that importance.” - Tim Cook

การสร้างนวัตกรรม

มีปัญหาหลายอย่างต้องแก้ไข ก่อนที่มันจะนำไปสู่การปลดล็อกไอเดียใหญ่ ๆ
“there are so many problems that had to be solved to enable one big idea.” - Jonathan Ive

เราเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าเพื่อแก้ปัญหา เราไม่ได้ถือโอกาสยัดเทคโนโลยี 10 อย่างลงไป เพื่อจะได้ใส่เพิ่มลงไปในรายการโฆษณา feature
“we started with a desire to solve the problem. We didn’t start opportunistically with 10 bits of technology that we could try to find a use for to add to our features list,” - Jonathan Ive

ทำเรื่องใหม่ๆง่ายนิดเดียว แต่ทำเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องยาก
“New? New is easy. Right is hard.” - Craig Federighi

[สิ่งที่เกิดขึ้นกับโนเกีย ที่สูญเสียความเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์มือถือ และถูก Microsoft takeover กิจการ] เป็นเครื่องเตือนใจทุกคนในธุรกิจนี้ว่า คุณจะต้องสร้างนวัตกรรมไปเรื่อย ๆ การหยุดสร้างนวัตกรรม คือการตายไปจากวงการ
“I think [Nokia] is a reminder to everyone in business that you have to keep innovating and that to not innovate is to die.” - Tim Cook

การออกแบบ

คนส่วนใหญ่มองว่า ความเรียบง่าย คือการไม่รกรุงรัง และที่จริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความเรียบง่ายที่แท้จริงคือ การปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนไปถึงจุดที่ไม่มีวิธีอื่นที่เข้าท่ามากไปกว่านั้น
"I think a lot of people see simplicity as the lack of clutter. And that's not the case at all. True simplicity is, well, you just keep on going and going until you get to the point where you go, 'Yeah, well, of course.' Where there's no rational alternative." - Jonathan Ive

มองกลับไปในอดีต: สตีฟ จ็อบส์ พูดถึงการออกแบบ ในปี 1996: มันเป็นคำที่น่าสนใจ บางคนคิดว่า การออกแบบเป็นเรื่องของสิ่งที่"ปรากฏให้เห็น" แต่ลึกลงไป มันคือการแสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นมัน"ทำงานอย่างไร"ต่างหาก
"(It's) a funny word. Some people think design is about how it looks. But of course, if you dig deeper, it's really how it works." - Steve Jobs

ภาพถ่าย Steve Jobs ในห้องพักของเขา ปี 1982


ที่มา:

Thursday, February 28, 2013

L'Inconnue de la Seine หญิงสาวนิรนาม แห่งแม่น้ำแซน

L'Inconnue de la Seine
ภาพประกอบจาก alimobasser.com

เรื่องราวของหญิงสาวนิรนาม ที่มีส่วนช่วยชีวิตคนทั่วโลก

ในปลายศตวรรษที่ 19 ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถูกนำขึ้นจากแม่น้ำแซนในกรุงปารีส โดยที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ ติดตัว และเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายใด ๆ บนร่างกายของเธอ เมื่อร่างของเธอได้ถูกเคลื่อนย้ายมายังสถานที่เก็บร่างผู้เสียชีวิต อาจเป็นด้วยความงาม ความเยาว์วัย หรือรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า เมื่อผู้ดูแลสถานที่ได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวนิรนามนี้ เขาได้ทำการหล่อหน้ากากเค้าโครงใบหน้า (death mask) ของเธอเก็บเอาไว้ ก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ในเวลาต่อมา

Maurice Blanchot นักเขียนชาวฝรั่งเศสได้เขียนบรรยายถึงใบหน้าของเธอเอาไว้ว่า:
"ใบหน้าของหญิงสาวที่ดวงตาปิดสนิท แต่สว่างไสวด้วยรอยยิ้มที่ผ่อนคลาย และปล่อยวาง ทำให้ผู้ที่พบเห็นอดคิดมิได้ว่า เธอจมลงไปยังก้นแม่น้ำ โดยที่ยังอยู่ในห้วงเวลาอันแสนสุข"

ด้วยความงดงาม และปริศนารอยยิ้มน้อย ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน ถึงขนาดมีผู้นำไปเปรียบเทียบกับรอยยิ้มในตำนานอย่างโมนา ลิซ่า  ทำให้หน้ากากเค้าโครงใบหน้าของเธอ ถูกคัดลอกต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบเก็บสะสมผลงานศิลปะในยุคนั้น และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของฝร่ังเศสในช่วงทศวรรษที่ 1920 และด้วยความเป็นมา และการตายของเธอที่ยังคงเป็นปริศนามาตลอด ทำให้เกิดตำนานเล่าขานไปทั่วยุโรป ในรูปแบบของนวนิยาย บทกวี และบทละคร บ้างก็ว่าเธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยสาเหตุจากความคับแค้นยากจน บ้างก็ว่า เป็นโศกนาฏกรรมระหว่างเธอกับชายหนุ่มในตระกูลสูงศักดิ์ ที่จบลงด้วยความรักที่ไม่สมหวัง และการทำอัตวินิบาตกรรม

เวลาล่วงเลยมาอีก 80 ปี ในช่วงทศวรรษ 1960 Asmund S. Laerdal เจ้าของกิจการของเล่น ร่วมมือกับ แพทย์ชาวออสเตรีย ชื่อ Peter Safar ผู้คิดริเริ่มวิธีการช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น (CardioPulmonary Resuscitation: CPR) ผลิตหุ่นสำหรับสอนช่วยชีวิตที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนคนจริงขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่า หุ่นที่มีขนาด และรูปร่างลักษณะเหมือนกับคนจริง จะทำให้ผู้เรียนมีความกะตือรือร้นในการฝึกทักษะการช่วยชีวิตมากยิ่งขึ้น จากความประทับใจที่มีต่อตำนานโศกนาฏกรรมของหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน ทำให้ Asmund Laerdal เลือกเค้าโครงใบหน้าของเธอ เป็นต้นแบบใบหน้าของหุ่นสำหรับการสอนช่วยชีวิต ที่มีชื่อว่า Resusci Anne ตั้งแต่บัดนั้น

หุ่น Resusci Anne รุ่นแรก เริ่มต้นจากการเป็นหุ่นสำหรับฝึกการช่วยชีวิตตามหลักการในยุคนั้น ได้แก่ การเปิดทางเดินหายใจ "A" ด้วยการเงยศีรษะ และเชยคาง (head tilt-chin lift) และการผายปอด "B" ด้วยการทำ mouth-to-mouth ในเวลาต่อมา เมื่อองค์ความรู้เกี่ยวกับการกดหน้าอก (chest compression) เพื่อให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดขึ้น Resusci Anne ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในเรื่องของการฝึกกดหน้าอกเช่นเดียวกัน เวลาผ่านไป กิจการของ Laerdal ก็ได้ผันตัวเองจากผู้ผลิตของเล่น มาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ และอุปกรณ์ฝึกช่วยชีวิต ในปัจจุบัน

สำหรับหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน แม้ว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องราว หรือแม้แต่ชื่อจริง ๆ ของเธอเลยก็ตาม แต่จนถึงวันนี้ใบหน้าของเธอ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหุ่น Resusci Anne ที่เป็นต้นแบบสำหรับฝึกสอนการช่วยชีวิตให้กับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก จนได้รับการขนานนามว่า เป็น"ใบหน้าที่ถูกจุมพิตมากที่สุดในโลก" จากการฝึกผายปอดช่วยชีวิตไปแล้ว

ปัจจุบันรูปหล่อใบหน้าต้นฉบับของหญิงสาวนิรนามแห่งแม่น้ำแซน ถูกเก็บรักษาไว้ที่ The Museum of the Order of St John กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ที่มา:
Laerdal - History
Wikipedia - L'Inconnue de la Seine

Monday, February 11, 2013

ภายใต้หน้ากาก


The Dark Lord Trilogy: The Rise of Darth Vader โดย James Luceno


..
ดาร์ธ ซิเดียส ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เวเดอร์สูญเสียทุกอย่าง แม้แต่ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความไร้เทียมทานที่เขาเคยมีแบบตอนที่เป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์

เวเดอร์หันหลังกลับ และเคลื่อนตัวไปยังประตู
แต่เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การเดิน

ด้วยความเคยชินในการสร้าง และซ่อมแซมหุ่นยนต์ เพิ่มความแรงเครื่องยนต์แลนด์สปีดเดอร์ และยานรบตั้งแต่ยังเด็ก จนถึงการปรับปรุงกลไกควบคุมแขนกลข้างแรกของเขา เขาเริ่มไม่แน่ใจในความไม่ได้เรื่องหุ่นยนต์แพทย์ที่รับผิดชอบต่อการฟื้นคืนชีพของเขาในห้องทดลองของซิเดียสบนคอรัสซัง

ขาโลหะผสมของเขาดูเก้งก้างด้วยแถบเกราะโลหะชนิดเดียวกับที่หล่อถุงมือที่หุ้มแขนเทียมข้างขวาของเขา สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ ตรงปลายแขนเป็นแค่กระจุกของเนื้อที่ถูกเอามาปลูกถ่าย แล้วเชื่อมต่อกลไกที่ถูกกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวเข้ากับเส้นประสาทที่เหลืออยู่ แต่แทนที่หุ่นพยาบาลจะใช้โลหะชนิดทนทาน มันกลับเลือกใช้โลหะผสมที่คุณภาพต่ำกว่า และไม่ได้เก็บรายละเอียดรอยตะเข็บแผงวงจรให้เรียบร้อย ผลก็คือ พื้นผิวด้านในของชุดปรับความดัน เต็มไปด้วยรอยตะปุ่มตะป่ำ ที่คอยเสียดสีหัวเข่า และข้อเท้าของเขาตลอดเวลา

บูททรงสูงไม่พอดีกับขาเทียม ที่กรงเล็บนิ้วเท้าก็ขาดสัมผัสไฟฟ้าสถิตย์แบบที่มีในนิ้วมือเทียม ส้นของรองเท้าถูกยกขึ้นสูง ทำให้ตัวเอนไปข้างหน้า บังคับให้เขาต้องเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้สะดุดล้ม แย่ยิ่งกว่านั้น มันหนักมากเสียจนเขารู้สึกถูกดูดติดอยู่กับพื้น เหมือนอยู่บนดาวที่มีแรงโน้มถ่วงสูงอยู่ตลอดเวลา

มันจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีไปได้อย่างไร ถ้าเขาต้องใช้ พลัง ตลอดเวลา กับแค่การเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง! เขาคิดถึงการยอมนั่งบนเก้าอี้ต้านแรงโน้มถ่วง และเลิกหวังการกับเคลื่อนที่จริง ๆ จัง ๆ ด้วยซ้ำ

แขนเทียม ก็ห่วยพอ ๆ กับขา

มีแต่แขนเทียมข้างขวาเท่านั้น ที่พอจะรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นแค่แขนเทียมก็เถอะ บางทีระบบแรงดันอากาศที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของข้อ มันก็ตอบสนองได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น เสื้อคลุม แผงเกราะหน้าอกที่แสนจะหนัก จำกัดการเคลื่อนไหว จะกระทั่งเขาแทบไม่สามารถยกแขนขึ้นเหนือหัวได้ และทำให้เขาจำเป็นต้องปรับเทคนิคการใช้ดาบแสงไปโดยปริยาย

บางทีเขาน่าจะปรับตัวขับเคลื่อนและแกนหมุนของแขนให้มีความแข็งแรงขนาดที่จะขยี้ด้ามดาบแสงของเขาได้ไปเลย ด้วยความแข็งแรงของแขนเขาอย่างเดียว เขาสามารถยกคนตัวโต ๆ ให้พ้นพื้นได้ แต่ พลัง ก็ให้ความสามารถอันนั้นกับเขาอยู่แล้ว โดยเฉพาะในหัวงเวลาของความโกรธ แบบที่เขาเคยทำบนทาทูอิน และที่อื่น ๆ แถมแขนของชุดเกราะยังไม่พอดีกับแขนเทียมอย่างที่ควรจะเป็น ถุงมือที่ยาวถึงข้อศอกตีบคอด และรัดข้อมือ

ในขณะที่ มอง ไปที่ถุงมือทั้ง 2 ข้าง เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การเห็น

หน้ากากปรับความดัน ประกอบไปด้วย แว่นตาที่ปูดโปน ปากเหมือนปลา ยื่นออกมาสั้น ๆ และหักมุมโดยไม่จำเป็นตรงกระดูกโหนกแก้ม พอประกอบเข้ากับโดมของหมวก ให้ความรู้สึกเหมือนกับเงาร่างหุ่นยนต์สงครามของซิธในสมัยโบราณที่กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง เลนส์รูปครึ่งวงกลมสีดำที่ครอบอยู่รอบดวงตาของเขา กรองแสงที่อาจเป็นอันตรายต่อกระจกตา และจอประสาทตาของเขาออกไป แต่ก็ทำให้ทุกอย่างมีสีแดงไปหมด และทำให้เขาไม่สามารถเห็นปลายรองเท้าของตัวเองได้ เว้นแต่จะต้องก้มหัวลงสุด ๆ

เขาฟังเสียงของมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนแขนขาของตัวเอง แต่เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การได้ยิน

หุ่นยนต์แพทย์ได้สร้างกระดูกอ่อนของใบหูของเขาขึ้นใหม่ แต่เยื่อแก้วหูถูกหลอมเหลวด้วยความร้อนของดาวมุสตาฟาจนไม่สามารถซ่อมแซมอะไรได้ไปแล้ว ตอนนี้คลื่นเสียงที่เข้ามาจะผ่านไปยังประสาทหูชั้นในเทียม เสียงที่เข้ามาให้ความรู้สึกเหมือนมาจากใต้น้ำ ที่แย่กว่านั้นคือ ตัวรับเสียง ขาดความสามารถในการแยกแยะเสียงต่าง ๆ รับเอาเสียงรบกวนต่าง ๆ เข้ามาด้วย ยากต่อการเดาระยะทาง และทิศทาง บางครั้งตัวรับเสียงก็หอน หรือก้อง ๆ หรือไม่ก็สันพร่า แม้กระทั่งกับเสียงเบา ๆ ก็ตาม

แม้ปอดของเขา จะมีอากาศเขามาเติมตลอดเวลา แต่เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การหายใจ

ตรงนี้แหละ ที่หุ่นยนต์แพทย์ล้มเหลวของจริง

หน้าอกของเขาถูกกล่องควบคุมรัดเอาไว้ สายเคเบิลหนา ๆ ทิ่มแทงเข้าไปในทรวงอก เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ช่วยหายใจ และเครื่องควบคุมการเต้นของหัวใจ เครื่องช่วยหายใจถูกติดตั้งอยู่ในหน้าอกที่เต็มไปด้วยแผลเป็นน่าเกลียด ต่อเข้าโดยตรงกับท่อที่เชื่อมเข้ากับเนื้อปอด และหลอดลมที่หลงเหลือ แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาด เพราะมันทำให้เขาสามารถหายใจด้วยตัวเองเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ

หน้าจอควบคุมส่งเสียงเตือนบ่อย ๆ แบบไม่มีเหตุผล และไฟกระพริบต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ ก็เป็นแค่เครื่องเตือนถึงความเปราะบางของเขา

เสียงหายใจแหบ ๆ ที่ดังต่อเนื่อง รบกวนการพักผ่อน ไม่ต้องพูดถึงการหลับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แสนจะหาได้ยากสำหรับเขา เพราะมันคือการสลับฉากกันของฝันร้ายที่บิดเบี้ยว ที่ผลัดกันออกมาหลอกหลอนด้วยเสียงของความเจ็บปวดทั้งหลายที่อยู่ในความทรงจำ

อย่างน้อยหุ่นยนต์แพทย์ก็ติดตั้งท่อช่วยหายใจในที่ที่อยู่ต่ำลงไป ทำให้เขาสามารถส่งเสียงผ่านกล่องเสียง ได้โดยมีเครื่องสังเคราะห์เปลี่ยนเสียงที่เหมือนเสียงกระซิบ ให้กลายเป็นเสียงแหบต่ำ

เขาสามารถกินอาหารทางปากได้เหมือนกัน แต่ก็เฉพาะเวลาที่เขาอยู่ในห้องปรับความดัน เพราะเขาไม่สามารถเอาเครื่องช่วยหายใจที่ติดอยู่กับหน้ากากออกได้ มันจึงง่ายกว่าที่เขาจะได้รับสารอาหารทางหลอดเลือด และต้องคอยพึ่งพาสายสวน ถุงกักเก็บ และระบบหมุนเวียน ในการจัดการกับของเสียต่าง ๆ

แต่อุปกรณ์เหล่านั้นทั้งหมดก็ทำให้เขาเคลื่อนตัวได้อย่างยากเย็น พูดถึงความสง่างาม ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แผงเกราะหน้าอกที่ทำหน้าที่ปกป้องปอดเทียมมันช่างหนักอึ้ง เช่นเดียวกับปลอกดามคอที่จำเป็นต่อระบบที่ทำหน้าที่แทนกระดูกต้นคอทั้งหมด ที่เชื่อมต่อกับหมวกเทอะทะ ระบบหน้ากากช่วยหายใจอันละเอียดอ่อน แผลเป็นเละ ๆ บนหัวที่ไม่มีผม ที่เกิดจากปฏิบัติการช่วยชีวิตในช่วงการเดินทางกลับจากมุสตาฟามายังคอรัสซังต์ บนยานของซิเดียส

ผิวหนังที่ถูกเผาจนติดกระดูก ถูกแทนด้วยผิวหนังสังเคราะห์ที่คันตลอดเวลา และจะต้องถูกขัดถูทั่วร่างกายเพื่อเอาเนื้อตายออกเป็นประจำ

เขาได้ผ่านช่วงเวลาของการกลัวที่แคบ ช่วงเวลาของความสิ้นความหวังของการกำจัดชุดเกราะนี้ทิ้งไป เขาอยากสร้าง.. สร้างห้องที่เขาสามารถรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์อีกครั้ง..

ถ้ามันเป็นไปได้

ทั้งหมดทั้งมวล เขาคิด: นี่มันไม่ใช่ การมีชีวิต

นี่มันคือการจองจำในคุกที่เลวร้ายที่สุด เพื่อรับทัณฑ์ทรมานไปตลอดชีวิต เขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเศษซากของชีวิต เป็นอำนาจที่ไร้เป้าหมาย...

เสียงถอนหายใจอย่างหดหู่ ออกมาจากหน้ากากช่วยหายใจ

เขาเตือนตัวเองให้ตั้งสติ แล้วก้าวผ่านช่องประตูออกไป..