Wednesday, July 08, 2009

Stephen King's Salem's Lot

Salem's Lot เป็นผลงานของ Stephen King ที่เขียนขึ้นในช่วง ปี 1976 เป็นเรื่องราวของเมืองเล็ก ๆ ในรัฐ Maine ที่กลายสภาพเข้าสู่เมืองร้างโดยที่ไม่มีคนภายนอกให้ความสนใจ แต่ภายในความเงียบของเมืองนี้ มีที่มาจากการมาของบุคคลภายนอก 2 คน ซึ่งได้นำเอาความน่าสะพรึงกลัวติดตามมาด้วย

ความสยองขวัญของเนื้อเรื่องอยู่ที่การที่เมืองค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองธรรมดาให้ตกอยู่ภายใต้อุ้งมือของสิ่งมีชีวิตที่มาจากความมืด และการเผชิญหน้ากับวัยเด็กที่น่าสะพรึงกลัวของตนเองของตัวเอกในเรื่อง นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่างเขา กับ มัน โดยดำเนินไปภายใต้ความรู้สึกสยองแบบคลาสสิกของ Bram Stoker's Dracula และเรื่องการมาของปีศาจที่มาพร้อมกับร้านขายของแบบ The Needful Things

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ Salem's Lot ก็คือ เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวของนักบวชที่ชื่อ หลวงพ่อ Callahan ที่ไปปรากฏตัวใน The Dark Tower series ในช่วงตั้งแต่ Wolves of Calla ซึ่งเป็นเล่มที่ 5 เป็นต้นไป ที่ถูกเขียนขึ้นในอีก 20 กว่าปีต่อมา ในต่างเวลา และสถานที่ (มิติ?)

อ่านแล้วคงต้องกลับไปดู Bram Stoker's Dracula ของ Stanley Kubrick อีกสักรอบ หรือไม่ก็รอดู Daybreakers น่าจะดี

Friday, July 03, 2009

Customer service by Twitter: Overheard

เมื่อวานเจอวิธีการใช้ Twitter มาเป็นเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจแบบใหม่ ที่ทำให้ช่วยเพิ่มโอกาสการให้บริการ และให้ข้อมูลลูกค้าได้ด้วย โดย GetSatisfaction

เรื่องมีอยู่ว่า หลังจาก install firefox 3.5 ผ่านทาง Ubuntu repos แล้วพบว่า ยังเป็น beta version อยู่ ไม่ใช่ stable release ก็เลยเกริ่นลอย ๆ เข้าไปใน Twitter



อีกประมาณ ครึ่งชั่วโมงต่อมา มี tweet นี้โผล่มาใน mention list



พอตาม link เข้าไปดูก็เจอคำอธิบายให้ลูกค้าเสร็จสรรพ ด้วยการขึ้นหัวเรื่องว่า "Overheard from twitter post"


โมเดลการตอบสนองลูกค้าแบบคอยเงี่ยหูฟังคนบ่น แบบนี้ก็น่าสนใจดี เพราะ twitter ก็เป็นที่รำพึง เรื่องต่าง ๆ ของผู้คนอยู่แล้ว เพียงแต่ดักคำที่ต้องการ แล้วก็ให้ข้อมูลกันแบบ realtime ได้เลย

อ้างอิง:
http://twitter.com/zybernav/status/2435410120
http://twitter.com/getsatisfaction/status/2436551975

Saturday, June 13, 2009

HOME - a film by Yann Arthus-Bertrand

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาดูอะไรยาว ๆ เท่าไหร่ แต่การได้ดูสารคดีขนาดยาว 90 นาทีเรื่องนี้ เริ่มต้นมาจาก วิดีโอของ TED talk ที่ผู้สร้างมีโอกาสได้ไปพูด พร้อมกับนำเสนอรูปถ่ายภูมิประเทศที่ดูแปลกตาจากสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ก็เลยต้องตามไปดูแบบเต็ม ๆ ซึ่งสารคดีชุดนี้แจกให้ชมฟรี แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทางเวบไซต์ http://www.home-2009.com โดยมีผู้สนับสนุนเป็นสินค้า brand name ชื่อดังหลายรายด้วยกัน

เรื่องราวของสารคดีนี้ เกี่ยวกับ ดาวเคราะห์ชื่อว่าโลก ที่เราอาศัยอยู่มาตลอดนับตั้งแต่มนุษยชาติถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 400,000 ปีก่อน และผลของการพิชิตธรรมชาติของเผ่าพันธุ์นี้ โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบกับโลกทั้งใบ เพราะความต้องการบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ที่มีมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แม้ว่าในแง่ของเนื้อหาจะไม่มีความสดใหม่นอกเหนือไปจากประเด็นที่อยู่ในความสนใจ อย่าง ภาวะโลกร้อน การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมัน และน้ำ การเปลี่ยนแปลงกลไกการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และการทำลายสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นในทุกมุมของโลก แต่การนำเสนอภาพที่ปรากฏในสารคดีสร้างความแปลกใหม่ในแง่ของมุมมองของภูมิประเทศในมุมสูง ได้อย่างน่าทึ่งและสวยงาม ชวนให้ติดตาม ในมุมมองแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ในตอนท้ายเราได้เห็นว่า อย่างน้อยความหวังว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นได้นั้นก็ยังไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะมนุษย์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต และเทคโนโลยีต่าง ๆ และการบริโภคอย่างมีสติ เพื่อที่จะสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป

สำหรับคนที่ชอบสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth สารคดี HOME นี้ได้นำเสนอประเด็นที่ไม่ได้แตกต่างออกไปมากนัก และย้ำในจุดยืนของการกอบกู้สมดุลธรรมชาติกลับคืนมาอีกครั้ง ในรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างออกไป รวมทั้งภาพภูมิประเทศแปลกตาที่นำไปสู่มุมมองใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ในส่วนตัวของผมแล้ว หลังจากดูจบแล้ว รู้สึกผิดอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เห็นแม้กระทั่งภาพที่ธรรมชาติถูกทำลาย ก็ยังถ่ายทำได้ออกมาดูสวยไปซะงั้น

ที่มา:

Wednesday, May 27, 2009

Ubuntu Jaunty: Tracker index error

ปัญหา Tracker Indexer error หลังจาก upgrade เป็น Jaunty

หลังจากที่ได้ upgrade จาก Intrepid เป็น Jaunty ไปได้สักพักก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ โดย มี dialog box แจ้งว่า Tracker Applet error เป็นระยะ (ไม่ได้ capture screen เอาไว้) ข้อความก็มีว่า

------
Tracker Applet

Tracker
There was an error while performing indexing
Index corrupted

Reindex All, Cancel, OK
------

หลังจากที่ค้นดูใน Google ก็มีคนที่เจอปัญหาในทำนองเดียวกัน (หลังจาก upgrade เป็น Jaunty เช่นเดียวกัน?) โดยปัญหาเหมือนจะเกิดจาก cache ของ Tracker เอง ซึ่งวิธีแก้ปัญหาก็คือการล้างไพ่ cache ของ Tracker ใหม่

---
killall trackerd
killall tracker-indexer
rm -rf .cache/tracker .local/share/tracker/data
---

หลังจากที่ลองใช้มาได้สักพักก็ไม่เจอปัญหานี้อีก

ท่าทาง Ubuntu version x.04 จะมีอาถรรพ์ รอบที่แล้ว Hardy หา wireless LAN ไม่เจอ มา Jaunty ก็มีปัญหากับ การ์ดจอของ Intel จน compiz เดี้ยง

คราวหน้าต้องดูกันดี ๆ ก่อน upgrade ซะแล้ว


References:
launchpad
bug.debian.org

Sunday, May 24, 2009

ประสบการณ์จากปูซาน

  • เกาหลีเปลี่ยนตัวสะกดภาษาอังกฤษจาก P เป็น B ซะมากเพราะต้องการเสียง ป ไม่ใช่ พ ปูซานก็เลยเป็น Busan และ Pumo temple กลายเป็น Beomeosa temple
  • อย่าแลกเงินวอนที่สุวรรณภูมิเป็นอันขาด เพราะแพงมากจนอาจทำให้ซื้ออะไรไม่ลง (15 พ.ค. 52 ขาย 0.046 KRW = 1 THB; ซื้อ 0.024 KRW=1 THB!) ถ้าจำเป็นให้แลกไปเป็น USD แล้วค่อยไปแลกที่เกาหลี
  • คนปูซานส่วนใหญ่อาศัยบนตึกสูง เดินทางใต้ดิน ช็อปปิ้งใต้ดิน บนถนนช่างเงียบเชียบ
  • เห็นวิธีการใช้ net book แบบใหม่ โดยสาว ๆ ที่นี่ ใช้เครื่องเล็ก ๆ ดูหนังซีรี่ย์ ในระหว่างนั่งรถไฟฟ้า
  • เชื่อแล้วว่า เกาหลีเป็นประเทศโรแมนติกแบบในหนังซีรี่ย์ (ดูรูปประกอบ)
  • น้ำประปาเข้าจมูกทำให้จาม
  • อีกข้อหนึ่งที่ทำให้ปูซานเป็นเมืองที่น่าอิจฉา เพราะมีภูเขาอยู่ใกล้ ๆ ให้ hiking ได้ (Mt. GeumJeung fortress) มีเส้นทางเดินลงมาถึงวัด Beomeosa ด้วย (9 km)
  • ปลั๊กไฟเป็นแบบยุโรป
  • ถ้าอ่านภาษาจีนออก อาจจะอ่านป้ายในเกาหลีได้ ถ้าพูดภาษาญี่ปุ่นได้ อาจจะพูดกับคนเกาหลีรู้เรื่อง (วัย 60 ขึ้นไป)
  • เซจู เป็นชื่อเหล้าของเกาหลีที่ขายดีที่สุด (18% Alcohol) ว่ากันว่าผู้ชายเกาหลีดื่มปีละ 160 ขวด/คน (ลืมถามสถิติโรคตับแข็ง)
  • ปลาปักเป้ากับถั่วงอก แก้เมา (!??!!)
  • มือถือที่เอาไปใช้ต้องเป็น 3G หรือก็ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน ข้อดี: เร็วได้ใจ เล่นเพลิน ข้อเสีย: แพง เล่นเพลิน สิ้นเนื้อประดาตัว
  • เครื่องสำอาง skin food ขายอยู่ในร้านห้องแถว และ home plus (ประมาณ Lotus - big C บ้านเรา) แต่ไม่มีหน้าร้านอยู่ กับโซนเครื่องสำอาง brand name
  • ความสามาวถในการซื้อเครื่องสำอางของตัวเอง = 75% (ซื้อถูกต้อง 3 ชิ้น ใน 4 ชิ้น) คราวหน้า ให้คนที่ฝากซื้อ print ชื่อ รูป พร้อมสรรพคุณ มาให้เลยดีที่สุด
  • Korea in 3 words: ทันสมัย, น่ารัก, อร่อย (เทคโนโลยี, สาว ๆ, อาหาร เรียงตามลำดับ ห้ามสลับที่!)
Link: Sunshine in Busan photos

Monday, May 11, 2009

KTB's Passbook updater runs Windows!


Should I put my bank book in?

Sunday, May 10, 2009

Stand By Me

Stand By Me เป็นเพลงที่ร้องโดย Ben E. King ถูกเขียนขึ้น และนำมาร้องครั้งแรกในปี 1961 ต่อมา John Lennon ได้เอามาร้องใหม่ ในรูปแบบของ The Beatles ที่รู้จักกันดี แล้วก็มีการนำมาร้องในอีกหลายเวอร์ชันด้วยกัน

ผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกจากการดูหนังที่มีชื่อเรื่องเดียวกัน ซึ่งมีโครงเรื่องมาจากเรื่องสั้นของ Stephen King เรื่อง The Body ตัวหนังเป็นเรื่องราวความเป็นเพื่อนของเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ออกเดินทางผจญภัยไปด้วยกัน การค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างเดินทาง เป็นองค์ประกอบของการเดินทางเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ (มารู้ทีหลังว่าเขาเรียกว่าแนว coming of age) ซึ่งมีคนเคยบอกว่า ผู้ใหญ่ทุกคนจะต้องผ่านช่วงเวลาของตัวละครในเรื่องนี้ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง

Stand By Me ก็เป็นเพลงที่นำมาร้องในช่วง end credit ของหนังเรื่องนี้นี่เอง ชอบจนไปหาต้นฉบับมาฟังจนได้ หลังจากนั้นเพลงนี้เป็นเพลงที่ติดอยู่ในหัวมานานหลายปี (รวมที่ดูหนังซ้ำไปอีกหลายรอบ)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เปิดไปเจอเวบหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า Playing for Change ที่เรียบเรียงเสียงนักดนตรีจากประเทศต่าง ๆ ทุกมุมโลก โดยอาศัยเครื่องมืออัดเสียง และคอมพิวเตอร์ มานำเสนอบนอินเตอร์เนต แล้วก็ได้ฟังเพลง Stand By Me อีกครั้ง คราวนี้ประกอบขึ้นจากนักดนตรี 35 คนทั่วโลก ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว แต่ก็เห็นด้วยกับคำบรรยายในเวบ ว่า แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่เคยพบปะกันโดยตรงก็ตาม แต่เสียงดนตรีก็ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว



รับฟังที่:

อ้างอิง: