ช่วงนี้เจอกับเหตุการณ์อันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ่อยจนผิดปกติ บางเรื่องก็เพิ่งรู้ว่ามันก็เป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งของ burnout ได้ด้วย (เป็นเองโดยไม่รู้สึกตัว!)
เรื่อง Burnout นี่ แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เองก็ยังไม่รู้จักเรื่องนี้ดีเท่าไหร่ ตำราแพทย์ (อาจจะยกเว้นตำราจิตแพทย์) แทบจะไม่เคยเขียนถึงเลยด้วยซ้ำ ที่จะมีกล่าวถึงแล้วผมไปอ่านเจอก็คงเป็น Tintinalli's Emergency Medicine พูดถึงปลายทางของ burnout ใน Chapter 294 เรื่อง Physician's Well-being ว่า หมอที่เกิดอาการจะลงเอยด้วยการดูแลผู้ป่วยที่แย่ลง ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานลดลง เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ บางครั้งเกิดการแสดงออกทางกาย (somatoform disorder) และพฤติกรรม นำไปสู่การใช้ยา ติดเหล้า และโรคซึมเศร้า
ที่จริงแล้วอาการ burnout เกิดได้ในทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่ทำงานภายใต้สภาวะกดดัน ร่วมกับความต้องการพิสูจน์ตัวเองในหน้าที่การงาน ที่สำคัญคือ มันจะเกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกต นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นว่าคน 2 คนที่ทำงานภายใต้สถานการณ์เดียวกัน จะต้องเกิด burnout แบบเดียวกัน หรือพร้อมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการกับจิตใจตัวเองด้วย
วารสาร Scientific American Mind เดือนกรกฎาคม 2006 ได้กล่าวถึง Burnout cycle ของ Herbert Freudenberger ไว้ว่ามี 12 ระยะด้วยกัน โดยอาจจะมีการข้าม step หรือเกิดพร้อมกันก็ได้ แต่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้ (คำแปลไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ :P)
1. ความต้องการพิสูจน์ตัวเอง (Compulsion to prove oneself) จุดเริ่มตันของหายนะที่จะตามมา นำไปสู่ระยะที่ 2
2. พยายามทำงานหนักขึ้น (Working Harder) คาดหวังสูง พยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง นำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่มีใครสามารถทำแทนได้ ("irreplacability")
3. ละเลยความสุขส่วนตัว (Neglecting their needs) ทุ่มเททุกอย่างให้งาน ลดเวลานอน สละเวลากิน เลิกพบปะเพื่อนฝูง ลดความสำคัญของครอบครัว
4. ความรู้สึกขัดแย้ง แปลกแยก (Displacement of conflicts) เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวไม่ถูกต้อง ไม่สามารถบ่งบอกที่มาได้ คนรอบข้างจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ในระยะนี้
5. เปลี่ยนทิศทางการประเมินตัวเอง (Revision of values) การแยกตัว ทุ่มเทกับงาน ไม่มีเวลาสำหรับเรื่องอื่น ทำให้การประเมินค่าของตัวเอง ขึ้นอยู่กับงานที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เกิดอารมณ์เฉยเมย (emotionally blunted)
6. ไม่ยอมรับปัญหา (Denial of emerging problems) ความอดทนที่ลดต่ำลง มองเพื่อนร่วมงานในแง่ร้าย รู้สึกว่าถูกกินแรง เกิดความไม่ไว้ใจ นำไปสู่การแสดงออกที่ก้าวร้าว และมองว่าสาเหตุของปัญหาเป็นเรื่องของปริมาณงานที่แบกรับเอาไว้ และเวลาทำงานที่ไม่เคยพอ
7. เลิกติดต่อกับผู้คน (Withdrawal) ปิดกั้นตัวเอง ความรู้สึกหมดหวัง หมดหนทางเริ่มแทรกซึมเข้ามา มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เริ่มใช้ตัวช่วยอย่าง ยา หรือเหล้า
8. พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (Obvious behavioral changes) คนรอบข้างสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในขณะที่ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเพิ่มพูนขึ้น
9. จิตหลุด (Depersonalization) มองไม่เห็นความต้องการของตัวเอง มองไม่เห็นทางออก มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เป็นหุ่นยนต์
10. ชีวิตนี้ช่างว่างเปล่า (Inner Emptiness) แต่ความรู้สึกไม่อยากหายใจทิ้ง นำไปสู่การ "หาอะไรทำ" เที่ยวกลางคืน กินเหล้า เมายา อย่างหนัก
11. ซึมเศร้า (Depression) อาการของโรคซึมเศร้าปรากฏ หงอย หมดหวัง หมดแรง ชีวิตหมดความหมาย
12. หมดไฟ (Burnout syndrome) ถ้ามาถึงตรงนี้แล้ว คนที่หาทางออกไม่ได้ บ้างก็แสดงออกทางกาย (somatoform disorder) บ้างก็ทำให้เกิดอาการทางจิต (mental collapse)
อ่านดูแล้ว มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้สึกตัวได้เอาง่าย ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกอาการ burnout นี้บ่อนทำลายชีวิตส่วนตัว และคนรอบข้างไปหลายแล้ว
ขอให้ท่านที่ผ่านมาอ่านข้อความเหล่านี้ รักษาตัวให้รอดพ้นจากอาการหมดไฟนี้ครับ
Note 1: แหล่งอื่นที่ผมอ่านเจอข้อมูลเกี่ยวกับ burnout กะเขาด้วย ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันนี้ คือ หนังสือ The Art of Community ของ @jonobacon (download ไปอ่านกันได้ฟรีครับ ที่ http://www.artofcommunityonline.org/)
Note 2: คำแปล "burnout" อันแรกที่นึกถึงคือ "เผามันให้วอด" หึ หึ
Note 3: ช่างบังเอิญ หนังสือออกใหม่ที่ไปเห็นมา สด ๆ ร้อน ๆ "Something for the Pain: Compassion and Burnout in ER" (เข้ากับชีวิตน่าดู) เก็บไว้ในโครงการหามาอ่านในโอกาสต่อไป
Note 4: หาหนังสือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ของท่านพุทธทาส มาอ่านคู่ด้วย น่าจะได้ความต่อเนื่องเป็นอย่างมาก
Tuesday, November 03, 2009
Monday, September 28, 2009
เมื่อ command line เหนือกว่า GUI: PDF conversion
ได้รับมอบหมายงาน scan หนังสือคู่มือเล่มเล็ก ๆ มา ปรากฏว่าทำการ scan ออกมา ได้เป็นไฟล์ ตามด้วยตัวเลข manual-1.png ไล่ไปเรื่อย ๆ
ปัญหาก็เลยเกิดว่า จะทำให้เป็น .pdf เพื่อแจกได้ง่าย ๆได้ยังไง
วิธีที่นึกออกเป็นอันแรก ก็คือ เปิดโปรแกรมที่สามารถสร้างเอกสารแล้ว save ออกมาเป็น pdf ได้ แล้วก็เอาไฟล์รูปมา paste ลงไปทีละหน้า resize ให้พอดี อาจจะเสียเวลาหน้าละ 1-2 นาที ทำ 30 หน้าก็คงเสียเวลาสักครึ่งชั่วโมง
ก่อนที่จะได้ลงมือ ก็ได้ไปเจอกับวิธีที่เร็วกว่า บน linux command line นั่นก็คือ การใช้ ImageMagick command line
ถ้ายังไม่ได้ลง ImageMagick ให้ apt-get ลงไปก่อน
เป็นอันเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
ปัญหาก็เลยเกิดว่า จะทำให้เป็น .pdf เพื่อแจกได้ง่าย ๆได้ยังไง
วิธีที่นึกออกเป็นอันแรก ก็คือ เปิดโปรแกรมที่สามารถสร้างเอกสารแล้ว save ออกมาเป็น pdf ได้ แล้วก็เอาไฟล์รูปมา paste ลงไปทีละหน้า resize ให้พอดี อาจจะเสียเวลาหน้าละ 1-2 นาที ทำ 30 หน้าก็คงเสียเวลาสักครึ่งชั่วโมง
ก่อนที่จะได้ลงมือ ก็ได้ไปเจอกับวิธีที่เร็วกว่า บน linux command line นั่นก็คือ การใช้ ImageMagick command line
ถ้ายังไม่ได้ลง ImageMagick ให้ apt-get ลงไปก่อน
sudo apt-get install imagemagick
- เริ่มจากการ resize ขนาดให้เหมาะกับการอ่านในหน้าจอ และขนาดโดยรวมเล็กลง จะได้ส่งเมล์ง่าย ๆ
convert -resize 640 manual*png manual-s.png
ได้ไฟล์ผลลัพธ์เป็น manual-s-1.png ไล่ไปเรื่อย ๆ
- ต่อมาก็เป็น การรวบทุกรูปให้กลายเป็น pdf
convert manual-s*png manual.pdf
เป็นอันเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
Wednesday, September 09, 2009
Cinema Paradiso
ในคำนำของหนังสือเรื่อง คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร ของ ประชาคม ลุนาชัย เล่าถึง การเดินทางกลับบ้านของคนพเนจรคนหนึ่ง บ้านที่มีคนเฝ้ารอยินดีกับการเดินทางกลับไปของเขา แม้ว่าการเดินทางนั้นจะเป็นเดินทางกลับไปมือเปล่า เหนื่อยล้า และอาจใช้เวลาชั่วชีวิต
โตโต้ ในหนัง Cinema Paradiso ก็เดินทางกลับบ้าน บ้านที่เขาเกิดและเติบโตใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่น ก่อนที่วันหนึ่งจะตัดสินใจเดินทางจากไปและตั้งใจว่าจะไม่เหลียวหลังกลับมาอีก แม้ว่าในหนัง ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่โตโต้ได้ทำหลังจากที่เดินทางออกมา ว่าได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือ เขาประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดี และกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนที่เขาไม่รู้จัก ในสถานที่ของคนแปลกหน้า อยู่ในความรู้สึกแปลกแยกอยู่เช่นนั้น
โตโต้เดินทางกลับบ้านอีกครั้ง ในอีก 30 ปีต่อมา
มาร่วมพิธีศพ
พิธีศพของคนที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็ก เป็นส่วนสำคัญในชีวิตในระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น พร้อม ๆ กับช่วงเวลาเหล่านั้นที่หวนกลับมาในความทรงจำอีกครั้ง
ณ ที่ตรงนั้นทำให้โตโต้ได้รู้ว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ครั้งหนึ่งได้เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาไปแล้ว
บางที เราคงจะต้องออกเดินทางไปเพื่อจุดหมายอะไรบางอย่าง ทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าและความหมายอะไรมากมาย จนไปถึงจุดที่เราเริ่มสงสัยว่ามาอยู่ในที่ที่ยืนอยู่นี้ได้อย่างไร และกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วนั่นแหละ เราถึงจะได้มองย้อนหลังกลับมาพบว่า สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้เคยเกิดขึ้นกับตัวเรา เมื่อนานมาแล้ว และเราก็เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นไกลมากแล้วเช่นเดียวกัน
เมื่อเราเดินทางกลับไปในสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้น เรากลับพบว่า ตัวเราเองก็กลายเป็นคนแปลกหน้าของสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้นไปแล้ว ในขณะเดียวกัน เราก็พบตัวเราเองกำลังเป็นพยานของการเคยมีอยู่ของมันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะถูกกระแสของกาลเวลาพัดพาไป
แล้วเราก็จะแยกย้ายกันไป
เมื่อฝุ่นจางลง สิ่งนั้นก็จะค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนอื่น ๆ ในที่แห่งนั้น ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ ไม่มีใครจำได้ ว่างเปล่า และเงียบงันเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โตโต้ ในหนัง Cinema Paradiso ก็เดินทางกลับบ้าน บ้านที่เขาเกิดและเติบโตใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่น ก่อนที่วันหนึ่งจะตัดสินใจเดินทางจากไปและตั้งใจว่าจะไม่เหลียวหลังกลับมาอีก แม้ว่าในหนัง ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่โตโต้ได้ทำหลังจากที่เดินทางออกมา ว่าได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือ เขาประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดี และกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนที่เขาไม่รู้จัก ในสถานที่ของคนแปลกหน้า อยู่ในความรู้สึกแปลกแยกอยู่เช่นนั้น
โตโต้เดินทางกลับบ้านอีกครั้ง ในอีก 30 ปีต่อมา
มาร่วมพิธีศพ
พิธีศพของคนที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็ก เป็นส่วนสำคัญในชีวิตในระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น พร้อม ๆ กับช่วงเวลาเหล่านั้นที่หวนกลับมาในความทรงจำอีกครั้ง
ณ ที่ตรงนั้นทำให้โตโต้ได้รู้ว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ครั้งหนึ่งได้เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาไปแล้ว
บางที เราคงจะต้องออกเดินทางไปเพื่อจุดหมายอะไรบางอย่าง ทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าและความหมายอะไรมากมาย จนไปถึงจุดที่เราเริ่มสงสัยว่ามาอยู่ในที่ที่ยืนอยู่นี้ได้อย่างไร และกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วนั่นแหละ เราถึงจะได้มองย้อนหลังกลับมาพบว่า สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้เคยเกิดขึ้นกับตัวเรา เมื่อนานมาแล้ว และเราก็เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นไกลมากแล้วเช่นเดียวกัน
เมื่อเราเดินทางกลับไปในสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้น เรากลับพบว่า ตัวเราเองก็กลายเป็นคนแปลกหน้าของสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้นไปแล้ว ในขณะเดียวกัน เราก็พบตัวเราเองกำลังเป็นพยานของการเคยมีอยู่ของมันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะถูกกระแสของกาลเวลาพัดพาไป
แล้วเราก็จะแยกย้ายกันไป
เมื่อฝุ่นจางลง สิ่งนั้นก็จะค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนอื่น ๆ ในที่แห่งนั้น ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ ไม่มีใครจำได้ ว่างเปล่า และเงียบงันเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
Sunday, September 06, 2009
GMail mobile ช้า...
โปรแกรม GMail mobile ที่เป็น J2ME app เอาไว้เช็คเมล์ในโทรศัพท์ ก็สะดวกดี ใช้ ๆ ไป มี version 2 มาให้ upgrade
ช่วงหลัง ๆ มาสังเกตว่า ทำไมยิ่งใช้ ยิ่งช้าลงไปเรื่อย ๆ 1 นาที, 3 นาที, 5 นาที, 15 นาที!!
ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่ง ลบโปรแกรมออก แล้วก็ลงใหม่ ปรากฏว่าโปรแกรมกลับมาเร็วเหมือนเดิม
แล้วก็ค่อย ๆ ช้าลงอีก เอาออกลงใหม่ก็หาย
วิธีแก้ที่หาเจอตอนนี้ ทางเดียว คือ downgrade ไปใช้ version 1.5 หน้าตาดูดีไม่เท่า ไม่มีลูกเล่นมาก แต่ทำงานพื้นฐานได้
แปลกใจที่ Google ยังไม่ได้แก้ไขเสียที ทั้ง ๆ ที่มีผู้ใช้แจ้งปัญหาเข้าไปก็ไม่น้อย
หรือเป็นเพราะความเร็วเครือข่ายบ้านเรามันช้าเกิน?
link:
Google support forum
ช่วงหลัง ๆ มาสังเกตว่า ทำไมยิ่งใช้ ยิ่งช้าลงไปเรื่อย ๆ 1 นาที, 3 นาที, 5 นาที, 15 นาที!!
ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่ง ลบโปรแกรมออก แล้วก็ลงใหม่ ปรากฏว่าโปรแกรมกลับมาเร็วเหมือนเดิม
แล้วก็ค่อย ๆ ช้าลงอีก เอาออกลงใหม่ก็หาย
วิธีแก้ที่หาเจอตอนนี้ ทางเดียว คือ downgrade ไปใช้ version 1.5 หน้าตาดูดีไม่เท่า ไม่มีลูกเล่นมาก แต่ทำงานพื้นฐานได้
แปลกใจที่ Google ยังไม่ได้แก้ไขเสียที ทั้ง ๆ ที่มีผู้ใช้แจ้งปัญหาเข้าไปก็ไม่น้อย
หรือเป็นเพราะความเร็วเครือข่ายบ้านเรามันช้าเกิน?
link:
Google support forum
Friday, August 28, 2009
สงคราม OS บน smartphone
วันนี้ได้อ่านข่าวที่ตอนแรกก็ผ่านตาเฉย ๆ : การประกาศตัวของ Nokia N900
พอได้อ่านรายละเอียด ก็รู้สึกว่า นี่มันเป็นการประกาศตัวของ OS ของโทรศัพท์มือถืออีก platform หนึ่ง แบบที่เกาะติดกระแสนิ้วสัมผัสแบบ iPhone เสียด้วย (ไหนว่าจะเป็นแค่ mobile internet device ไง)
สรุปว่าตอนนี้ OS บน smartphone ที่ถูกส่งลงสนามตอนนี้นับได้ 6 เข้าไปแล้ว iPhone, WebOS, Android, Maemo, Windows mobile และ Blackberry (ยังไม่นับ Symbian ที่กำลังเก็บกวาดบ้านอยู่)
3 ใน 6 (WebOS, Android, Maemo) มีรากมาจาก Linux และเป็น opensource (แต่ตอนนี้วิวัฒนาการเป็นคนละ species ไปแล้ว?)
ปีหน้าคงเป็นปีที่น่าปวดหัวไล่มาตั้งแต่ผู้ผลิตที่ไม่มี OS ของตัวเองชัดเจน (อย่างเช่น Samsung ที่ลองมาทั้ง Windows mobile, Android และ Symbian) ว่าจะเอาอันไหนมาใส่ดี หรือพวกที่มี OS ของตัวเอง (Apple, Palm, Nokia, RIM) ที่ต้องทำให้คนใช้ประทับใจขึ้นไปอีก คนพัฒนาโปรแกรมที่ไม่รู้ว่า platform ไหนจะมา คนใช้ที่มีอะไรให้เลือกเต็มไปหมด เหล่าแฟน และสาวก ฯลฯ
ที่แน่ ๆ ปีหน้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออะไร ไม่รู้ว่าจะมียี่ห้อไหนที่ทำ hardware ออกมาให้ลงมันได้ทุก OS หรือทำให้มี boot loader ไปเลยก็น่าจะดี
Links
Windows mobile,Maemo,Android,WebOS,Blackberry,iPhone
พอได้อ่านรายละเอียด ก็รู้สึกว่า นี่มันเป็นการประกาศตัวของ OS ของโทรศัพท์มือถืออีก platform หนึ่ง แบบที่เกาะติดกระแสนิ้วสัมผัสแบบ iPhone เสียด้วย (ไหนว่าจะเป็นแค่ mobile internet device ไง)
สรุปว่าตอนนี้ OS บน smartphone ที่ถูกส่งลงสนามตอนนี้นับได้ 6 เข้าไปแล้ว iPhone, WebOS, Android, Maemo, Windows mobile และ Blackberry (ยังไม่นับ Symbian ที่กำลังเก็บกวาดบ้านอยู่)
3 ใน 6 (WebOS, Android, Maemo) มีรากมาจาก Linux และเป็น opensource (แต่ตอนนี้วิวัฒนาการเป็นคนละ species ไปแล้ว?)
ปีหน้าคงเป็นปีที่น่าปวดหัวไล่มาตั้งแต่ผู้ผลิตที่ไม่มี OS ของตัวเองชัดเจน (อย่างเช่น Samsung ที่ลองมาทั้ง Windows mobile, Android และ Symbian) ว่าจะเอาอันไหนมาใส่ดี หรือพวกที่มี OS ของตัวเอง (Apple, Palm, Nokia, RIM) ที่ต้องทำให้คนใช้ประทับใจขึ้นไปอีก คนพัฒนาโปรแกรมที่ไม่รู้ว่า platform ไหนจะมา คนใช้ที่มีอะไรให้เลือกเต็มไปหมด เหล่าแฟน และสาวก ฯลฯ
ที่แน่ ๆ ปีหน้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออะไร ไม่รู้ว่าจะมียี่ห้อไหนที่ทำ hardware ออกมาให้ลงมันได้ทุก OS หรือทำให้มี boot loader ไปเลยก็น่าจะดี
Links
Windows mobile,Maemo,Android,WebOS,Blackberry,iPhone
Monday, August 17, 2009
I Am Legend ตำนานที่ถูกผมเข้าใจผิด
ก่อนหน้าที่จะได้ดู I Am Legend ก็เคยได้ยินเสียงวิจารณ์ไปในทางบวกตั้งแต่ตอนที่หนังยังอยู่ในโรงเมื่อ 2 ปีก่อน
สิ่งที่ผมเข้าใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ นอกจากเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีแล้ว ข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับเกี่ยวกับหนังก็คือ Will Smith รับบทเป็นมนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในมหานครนิวยอร์กภายหลังโรคระบาดบางอย่าง และอุตส่าห์ลงทุนลดน้ำหนักจนผอมกะหร่องเพื่อให้สมจริง ฟังแล้วก็เข้าทำนองเลียนแบบ Tom Hanks ใน Castaway แต่เปลี่ยนจากติดเกาะ เป็นอยู่กลางกรุงแทน ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรใหม่
ความรู้สึกแรกหลังจากดูจบ ก็คือ I Am Legend ก็แค่หนังแนวเดียวกับหนังโรคระบาดที่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือด ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น 28 Days Later, Resident Evil ซึ่งสาวไปได้ถึงต้นตำรับหนังแนวซอมบี้ (zombie genre) นำโดยเจ้าของตำนานอย่าง George A. Romero ต้นกำเนิดของหนังตระกูล "The Dead" ทั้งหลาย (Night of Living Dead, Day of the Dead, Dawn of the Dead, Land of the Dead ฯลฯ) ซึ่งริเริ่มทำกันมาตั้งแต่ปี 1968 โน่น
ผมเข้าใจว่า I Am Legend ก็เป็นแค่หนังซอมบี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็เท่านั้น
ผมเข้าใจผิดมหันต์
I Am Legend ต่างหากที่เป็นต้นตำรับ ของสิ่งที่ผมพิมพ์ไปข้างบนทั้งหมด
I Am Legend เป็นผลงานนวนิยายขนาดไม่ยาวมาก ของ Richard Matheson (เคยได้ยินชื่อคน ๆ นี้กันไหมครับ?) ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1974 (เป็นอนาคตในตอนที่เขียน) เล่าเรื่องของ Robert Neville มนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์โรคระบาด ที่ต้องเผชิญกับ "ผู้ติดเชื้อ" (ผู้เขียนเรียกว่าแวมไพร์ ไม่ใช่ ซอมบี้ หรือ Darkseekers หรือ Hemocytes) ที่กลับมาจากโลกของความตายหลังพระอาทิตย์ตกดิน นำไปสู่การค้นพบต้นเหตุของโรคระบาด และลงเอยด้วยบทสรุปที่ไม่เหมือนในภาพยนตร์เลยแม้แต่นิดเดียว
ที่จริงแล้ว ตัวบทประพันธ์ I Am Legend เองก็เคยทำเป็นภาพยนตร์แล้ว 3 ครั้ง ในชื่อ The Last Man on Earth (1964), The Omega Man (1971) และ I am Legend (2007) ดังนั้นในแง่ของต้นกำเนิดแล้ว I Am Legend ของ Richard Matheson เกิดก่อน และแน่นอนว่ามีอิทธิพลต่อการสร้างภาพยนตร์ของ George A. Romero ซึ่งสร้าง Night of Living Dead ภาคแรกออกมาหลังจากนั้นอีก 10 กว่าปี จนกลายมาเป็น"แนวซอมบี้"ในเวลาต่อมา หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ Stephen King ก็ยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจาก I Am Legend ในงานเขียนเรื่อง Cell (แต่ผมคิดว่า เรื่องของแวมไพร์อย่าง Salem's Lot ก็มีบรรยากาศคล้ายกันอยู่ไม่น้อย) เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ผลงานเรื่องอื่น ๆ ของ Richard Matheson ก็ได้รับความนิยมในขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นตำนานของวงการเรื่องสยองขวัญคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ยังไม่หมด
จากการค้นเจอข้อมูลของ Richard Matheson ยังนำผมไปสู่ข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครเลยจะรู้ว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่อง เช่น Stir of Echoes (หนังสยองขวัญ - Kevin Bacon นำแสดง), What Dreams May Come (romantic - Robin Williams) และ Somewhere in Time (อ่านไม่ผิดครับ! หนัง romantic อมตะที่นำแสดงโดย Christopher Reeve นั่นล่ะ) ก็เป็นผลงานของ Richard Matheson!
ยังไม่นับถึงการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ ตอนของ Twilight zone series อีกด้วย
สำหรับหนังสือ I Am Legend ที่ผมได้มานี่เป็นเวอร์ชันหน้าปก Will Smith ในภาพยนตร์ ข้างใน มีเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องต่อท้ายมาด้วย บางเรื่องอ่านแล้วชวนให้นึกถึงหนังฮอลลีวูดอีกบางเรื่อง อย่างเช่น Prey (ไม่บอกว่าเหมือนเรื่องอะไร ลองอ่านดู) และเรื่องขนาดสั้นมากชนิด 3 หน้าจบ แต่เล่นเอาลืมไม่ลงอย่าง The Near Departed
สุดท้ายเอาวิดีโอสัมภาษณ์ Richard Matheson เกี่ยวกับผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีเหน็บ I Am Legend เวอร์ชันภาพยนตร์ตอนท้ายนิด ๆ ด้วย
Links ที่น่าสนใจ
สิ่งที่ผมเข้าใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ นอกจากเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีแล้ว ข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับเกี่ยวกับหนังก็คือ Will Smith รับบทเป็นมนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในมหานครนิวยอร์กภายหลังโรคระบาดบางอย่าง และอุตส่าห์ลงทุนลดน้ำหนักจนผอมกะหร่องเพื่อให้สมจริง ฟังแล้วก็เข้าทำนองเลียนแบบ Tom Hanks ใน Castaway แต่เปลี่ยนจากติดเกาะ เป็นอยู่กลางกรุงแทน ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรใหม่
ความรู้สึกแรกหลังจากดูจบ ก็คือ I Am Legend ก็แค่หนังแนวเดียวกับหนังโรคระบาดที่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือด ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น 28 Days Later, Resident Evil ซึ่งสาวไปได้ถึงต้นตำรับหนังแนวซอมบี้ (zombie genre) นำโดยเจ้าของตำนานอย่าง George A. Romero ต้นกำเนิดของหนังตระกูล "The Dead" ทั้งหลาย (Night of Living Dead, Day of the Dead, Dawn of the Dead, Land of the Dead ฯลฯ) ซึ่งริเริ่มทำกันมาตั้งแต่ปี 1968 โน่น
ผมเข้าใจว่า I Am Legend ก็เป็นแค่หนังซอมบี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็เท่านั้น
ผมเข้าใจผิดมหันต์
I Am Legend ต่างหากที่เป็นต้นตำรับ ของสิ่งที่ผมพิมพ์ไปข้างบนทั้งหมด
I Am Legend เป็นผลงานนวนิยายขนาดไม่ยาวมาก ของ Richard Matheson (เคยได้ยินชื่อคน ๆ นี้กันไหมครับ?) ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1974 (เป็นอนาคตในตอนที่เขียน) เล่าเรื่องของ Robert Neville มนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์โรคระบาด ที่ต้องเผชิญกับ "ผู้ติดเชื้อ" (ผู้เขียนเรียกว่าแวมไพร์ ไม่ใช่ ซอมบี้ หรือ Darkseekers หรือ Hemocytes) ที่กลับมาจากโลกของความตายหลังพระอาทิตย์ตกดิน นำไปสู่การค้นพบต้นเหตุของโรคระบาด และลงเอยด้วยบทสรุปที่ไม่เหมือนในภาพยนตร์เลยแม้แต่นิดเดียว
ที่จริงแล้ว ตัวบทประพันธ์ I Am Legend เองก็เคยทำเป็นภาพยนตร์แล้ว 3 ครั้ง ในชื่อ The Last Man on Earth (1964), The Omega Man (1971) และ I am Legend (2007) ดังนั้นในแง่ของต้นกำเนิดแล้ว I Am Legend ของ Richard Matheson เกิดก่อน และแน่นอนว่ามีอิทธิพลต่อการสร้างภาพยนตร์ของ George A. Romero ซึ่งสร้าง Night of Living Dead ภาคแรกออกมาหลังจากนั้นอีก 10 กว่าปี จนกลายมาเป็น"แนวซอมบี้"ในเวลาต่อมา หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ Stephen King ก็ยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจาก I Am Legend ในงานเขียนเรื่อง Cell (แต่ผมคิดว่า เรื่องของแวมไพร์อย่าง Salem's Lot ก็มีบรรยากาศคล้ายกันอยู่ไม่น้อย) เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ผลงานเรื่องอื่น ๆ ของ Richard Matheson ก็ได้รับความนิยมในขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นตำนานของวงการเรื่องสยองขวัญคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ยังไม่หมด
จากการค้นเจอข้อมูลของ Richard Matheson ยังนำผมไปสู่ข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครเลยจะรู้ว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่อง เช่น Stir of Echoes (หนังสยองขวัญ - Kevin Bacon นำแสดง), What Dreams May Come (romantic - Robin Williams) และ Somewhere in Time (อ่านไม่ผิดครับ! หนัง romantic อมตะที่นำแสดงโดย Christopher Reeve นั่นล่ะ) ก็เป็นผลงานของ Richard Matheson!
ยังไม่นับถึงการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ ตอนของ Twilight zone series อีกด้วย
สำหรับหนังสือ I Am Legend ที่ผมได้มานี่เป็นเวอร์ชันหน้าปก Will Smith ในภาพยนตร์ ข้างใน มีเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องต่อท้ายมาด้วย บางเรื่องอ่านแล้วชวนให้นึกถึงหนังฮอลลีวูดอีกบางเรื่อง อย่างเช่น Prey (ไม่บอกว่าเหมือนเรื่องอะไร ลองอ่านดู) และเรื่องขนาดสั้นมากชนิด 3 หน้าจบ แต่เล่นเอาลืมไม่ลงอย่าง The Near Departed
สุดท้ายเอาวิดีโอสัมภาษณ์ Richard Matheson เกี่ยวกับผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีเหน็บ I Am Legend เวอร์ชันภาพยนตร์ตอนท้ายนิด ๆ ด้วย
Links ที่น่าสนใจ
Monday, August 10, 2009
ประโยชน์ของการลง web browser 2 ตัว?

อันที่จริงบน Linux ลง web browser เป็น Firefox ตัวเดียวก็น่าจะพอ แต่ Firefox ก็ยังมีปัญหาในการจัดการกับ process ของตัวเอง ทำให้บางครั้งอาการค้างเกิดขึ้นในทุก ๆ หน้าต่างพร้อมกัน ปัญหาที่เจอบ่อยก็คือ การเปิดหน้าเวบที่ใช้ flash ในการ upload ไฟล์ หรือเวลาที่สั่งพิมพ์หน้าเวบขนาดใหญ่ ทุกหน้าต่างกลายเป็นสีเทาหมดสิ้น
วิธีแก้แบบบ้าน ๆ ก็คือ ลง web browser อีกตัวหนึ่ง พอตัวแรกทำงานค้างเป็นจอสีเทา ก็เปิด web browser ตัวสำรองลงสนาม

- ถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ Firefox ก็ ลง version 3.0 กับ 3.5 ไว้ด้วยกัน (Ubuntu Jaunty)
sudo apt-get install firefox firefox-3.5
(Firefox 3.5 มีชื่อว่า Shiretoko) - ทางเลือกอื่น ๆ ถ้ายังชอบ gecko engine ของ Firefox ก็ flock (แถมอุปกรณ์ social network เพียบ), epiphany
- สำหรับ webkit browser บน GNOME ชั่วโมงนี้ น่าจะยังเป็นของ Midori
sudo apt-get install midori
Subscribe to:
Posts (Atom)